bitkub-banner

วัฏจักร 4 ปี Bitcoin พังแล้ว BTC ทำ ATH ก่อน Halving ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • Bitcoin ทำ ATH เหนือ $100,000 ก่อน Halving ปี 2024 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทำลายทฤษฎีวัฏจักร 4 ปีที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2013
  • Spot Bitcoin ETF ถือรวมกว่า 1.3 ล้าน BTC มูลค่า 1.15 แสนล้านดอลลาร์ BlackRock นำยอดเงินไหลเข้า 7 วันต่อเนื่อง 1.4 พันล้านดอลลาร์
  • Arthur Hayes ระบุการร่วง 70% แบบรอบก่อนถูกตัดออกจากสมการ เพราะ ETF และบัญชีเงินสดองค์กรกลายเป็นแนวรับโครงสร้างใหม่ของตลาด

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BULLISH

ข่าวนี้เป็นขาขึ้นโครงสร้าง เพราะแรงซื้อจาก ETF และบริษัทมหาชนกลายเป็นแนวรับถาวร ทำให้ความเสี่ยงขาลงแบบ 70-80% ตามวัฏจักรเดิมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ผลตอบแทนระยะสั้นอาจไม่หวือหวาเท่ารอบก่อน แต่ฐานราคาที่แข็งกว่าเดิมสะท้อนการเติบโตของตลาดในระยะยาว

ถ้าคุณยังเปิดชาร์ตวัฏจักร 4 ปีของ Bitcoin ที่อินฟลูไทยแชร์กันทุกสัปดาห์ แล้วนั่งรอ “ยอดพาราโบลิกหลัง Halving ในไตรมาส 4” ตามตำราปี 2013/2017/2021 ผมมีข่าวร้ายจะบอก แผนที่ที่คุณถืออยู่ในมือ มันไม่ตรงกับภูมิประเทศจริงอีกต่อไปแล้ว

เพราะรอบนี้ Bitcoin ทำสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ 17 ปีของมัน นั่นคือการทำจุดสูงสุดตลอดกาล (ATH) ก่อน Halving ไม่ใช่หลัง และนั่นแปลว่า “ทุกสมมติฐาน” ที่สายเทคนิคออนเชนใช้ทำนายตลาด ตั้งแต่จุดเข้า จุดออก ไปจนถึงช่วงเวลา “ฤดูหนาวคริปโต” ที่คนกำลังเตรียมตัวกัน มันอาจผิดเพี้ยนไปทั้งหมด

ตำราที่ใช้มา 12 ปีพังต่อหน้าต่อตา

ตำราที่ใช้มา 12 ปีพังต่อหน้าต่อตา
ภาพจาก AI

ย้อนกลับไปดูตำราเก่ากันก่อน วัฏจักร Halving ของ Bitcoin มีรูปแบบซ้ำเดิม 3 รอบติดต่อกัน ปี 2012 Halving เกิดในเดือน พ.ย. แล้ว ATH ตามมาปลายปี 2013 ปี 2016 Halving ในเดือน ก.ค. แล้ว ATH มาช่วง ธ.ค. 2017 ปี 2020 Halving ในเดือน พ.ค. แล้ว ATH มาช่วง พ.ย. 2021 ทุกรอบ ATH เกิด “หลัง” Halving ประมาณ 12 ถึง 18 เดือน นี่คือแก่นของทฤษฎีวัฏจักร 4 ปีทั้งหมดที่อินฟลูไทยเอามาขายคอร์สกัน

แต่รอบนี้ Bitcoin ทำ ATH ทะลุ $100,000 ไปแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025 ซึ่งเป็นช่วง “ก่อน” Halving รอบถัดไปด้วยซ้ำ และตอนนี้ ณ ปลายเดือน เม.ย. 2026 ราคายังเคลื่อนไหวแถว $77,000 ถึง $79,000 ตามข้อมูลจากกราฟของ Bitkoinrad ที่แสดงว่า BTC บวกกว่า 32% จากจุดต่ำสุดในเดือน ก.พ. โดยมีเงินไหลเข้า ETF สัปดาห์ละราว 1 พันล้านดอลลาร์

กราฟ Bitcoin แสดงการฟื้นตัว 32% จากจุดต่ำสุดเดือน ก.พ. 2026 ทะลุจุด ATH เดิมปี 2021
ภาพจาก: Bitkoinrad (X)

สังเกตดี ๆ ในกราฟนั้น เส้นม่วงแนวราบที่ $68,958 คือราคาสูงสุดของรอบปี 2021 ซึ่งเป็น ATH ของวัฏจักรก่อน Bitcoin ทะลุเส้นนั้นขึ้นไปตั้งแต่ปลายปี 2024 และไม่เคยกลับลงไปต่ำกว่านั้นแบบถาวรอีกเลย นี่คือหลักฐานภาพที่ชัดที่สุดว่า “พฤติกรรมรอบนี้ไม่เหมือนรอบไหน”

ตัวเลขที่ทำให้สายวัฏจักรควรหยุดและคิดใหม่

ตัวเลขที่ทำให้สายวัฏจักรควรหยุดและคิดใหม่
ภาพจาก AI

ถ้าคุณยังไม่เชื่อ ลองดูสถิติผลตอบแทนแต่ละรอบที่ Swapter.io รวบรวมไว้

  • รอบ Halving ปี 2012 ราคา Bitcoin บวกกว่า 9,000%
  • รอบ Halving ปี 2016 บวกกว่า 2,900%
  • รอบ Halving ปี 2020 บวกกว่า 760%
  • รอบ Halving ปี 2024 บวกประมาณ 97% เท่านั้น

ผลตอบแทนที่ลดลงแบบลอการิทึมนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันคือสัญญาณว่า Bitcoin กำลังเข้าสู่ “ช่วงของสินทรัพย์โตเต็มวัย” ที่ความผันผวนลดลง เงินที่เข้ามาใหญ่ขึ้น แต่เปอร์เซ็นต์การขึ้นน้อยลงตามกฎของเลขฐาน

และที่สำคัญกว่านั้น ถ้า Halving ยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลักจริง ๆ ตามตำรา ATH ของรอบนี้ต้อง “เกิดหลัง” Halving ของปี 2024 ไม่ใช่ก่อน แต่ข้อเท็จจริงคือราคาทะลุ ATH ของปี 2021 ไปตั้งแต่ก่อน Halving ด้วยซ้ำ นั่นแปลว่าตัวขับเคลื่อนใหม่ได้เข้ามาแทนที่ Supply Shock จาก Halving ไปเรียบร้อย

ETF และบัญชีเงินสดองค์กร ตัวขับเคลื่อนตัวจริงของรอบนี้

ผู้ร้ายที่ทำให้วัฏจักร 4 ปีพังคือ ETF Bitcoin แบบ Spot ในสหรัฐฯ ที่เพิ่งอนุมัติเมื่อเดือน ม.ค. 2024 ตามข้อมูลจาก Moneybees Official Spot ETF ถือ Bitcoin รวมกันประมาณ 1.3 ล้าน BTC คิดเป็นมูลค่าราว 1.03 แสนล้านดอลลาร์ และเฉพาะสัปดาห์ล่าสุด BlackRock เพียงรายเดียวดูดเงินเข้า ETF ไปถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์จากยอดรวม 1.9 พันล้านดอลลาร์ ต่อเนื่อง 7 วัน

BlackRock นำ 7 วันกระแสเงินไหลเข้า Bitcoin ETF ขณะราคา BTC เข้าใกล้ 80,000 ดอลลาร์
ภาพจาก: Moneybees Official (X)

ในขณะเดียวกัน Web3 And Tech ชี้ว่า Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ถือสินทรัพย์รวมเกิน 1.15 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าเงินสำรองต่างประเทศของหลายประเทศด้วยซ้ำ และนี่ยังไม่นับรวม Bitcoin ในบัญชีเงินสดองค์กรอย่าง Strategy ของ Michael Saylor หรือ Bitmine ที่กำลังไล่ซื้ออย่างต่อเนื่อง

ประเด็นคือ ETF และองค์กรเหล่านี้ “ไม่สนใจ Halving” พวกเขาซื้อตามการจัดสรรพอร์ต ตามคำสั่งลูกค้า ตามเกณฑ์บัญชี ตามนโยบายกระจายความเสี่ยงของบริษัท ไม่ใช่ตามวงจรการผลิตเหรียญใหม่ของ Miner เมื่อแรงซื้อเปลี่ยนจาก Retail ที่ไล่กระแสมาเป็นสถาบันที่ทยอยสะสมทุกสัปดาห์ พฤติกรรมราคาก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย

Arthur Hayes ฟันธง วัฏจักร 4 ปีตายแล้ว

Arthur Hayes อดีต CEO BitMEX ในเวทีสัมมนา ระบุว่าวัฏจักร 4 ปีของ Bitcoin ตายแล้ว
ภาพจาก: Fiat Archive (X)

ไม่ใช่แค่ข้อมูลตลาดที่พูด Arthur Hayes อดีต CEO ของ BitMEX ซึ่งเป็นหนึ่งในเทรดเดอร์ที่เข้าใจกลไกอนุพันธ์คริปโตลึกที่สุดคนหนึ่ง ก็ออกมาบอกผ่าน Fiat Archive แล้วว่า “การร่วง 70% แบบที่เคยเห็นในรอบก่อน ๆ ถูกตัดออกจากสมการแล้ว เพราะวัฏจักร 4 ปีตายแล้ว”

นี่เป็นคำพูดที่สำคัญมาก เพราะมันไม่ใช่แค่ “ATH มาก่อน Halving” แต่มันหมายถึง “ฤดูหนาวคริปโต” แบบที่เคยเห็นช่วงปี 2014, 2018 และ 2022 ที่ราคา Bitcoin ร่วง 70% ถึง 85% จากจุดสูงสุด อาจไม่เกิดขึ้นอีก หรือถ้าเกิด ก็จะเป็นการปรับฐาน 30% ถึง 40% แบบตลาดหุ้นทั่วไป ไม่ใช่การล่มสลายแบบที่นักเทรดไทยคุ้นเคย

Rachael สรุปประเด็นนี้ไว้อย่างคมคายว่า “การเข้ามาของสถาบันไม่ใช่แค่ลมส่งอีกต่อไป มันกลายเป็นพื้นของตลาดคริปโต” พื้นในที่นี้หมายถึงแนวรับที่แข็งมากจน Retail ที่พยายามทุบราคาไม่พอจะทะลุลงไปได้

ถ้าวัฏจักรตายแล้ว แผนการออกของคุณก็ต้องเปลี่ยน

กราฟ Bitcoin ราย Day แสดงการทะลุกรอบขาขึ้น ตั้งคำถามว่านี่คือจุดจบของวัฏจักร 4 ปีหรือไม่
ภาพจาก: Valleystacker (X)

ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติสำคัญกว่าทฤษฎี ถ้าคุณยังเชื่อตำราเก่า คุณจะรอ “ยอดพาราโบลิก” ที่คาดว่าจะมาช่วงไตรมาส 4 ปี 2025 ซึ่งผ่านไปแล้วโดยไม่มีปรากฏการณ์ Blow-off top แบบรอบก่อน ๆ และตอนนี้คุณก็อาจเริ่มสับสนว่า “ยอดของรอบนี้ถึงยัง” เพราะราคายังวิ่งอยู่แถว $78,000 ซึ่งต่ำกว่าจุด ATH ที่เคยทะลุ $100,000 ไปก่อนหน้า

คำตอบอาจเป็นแบบที่ Swapter.io เสนอ นั่นคือวัฏจักรไม่ได้ตาย แต่ “วิวัฒนาการ” Bitcoin กำลังโตเป็นสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวแบบควบคุมได้มากขึ้น ขึ้นช้าลงแต่ลงน้อยลงด้วย นั่นแปลว่าแผนการ “ถือข้ามรอบแล้วเทขายที่จุดสูงสุดแบบรอบเก่า” อาจทำให้คุณพลาดโอกาสขายหลายครั้ง เพราะมันอาจไม่มีจุดสูงสุดแบบนั้นอีกเลย

กราฟจาก Valleystacker ก็ตั้งคำถามตรง ๆ ว่านี่คือจุดจบของวัฏจักร 4 ปีจริงหรือไม่ เมื่อเห็นราคา BTCUSDT ทะลุ $78,250 พร้อมโมเมนตัมที่ยังเป็นขาขึ้นบนไทม์เฟรมราย Day

สิ่งที่นักเทรดไทยต้องเลิกทำทันที

สิ่งที่นักเทรดไทยต้องเลิกทำทันที
ภาพจาก AI

จากข้อมูลทั้งหมด ผมขอสรุปเป็น 3 พฤติกรรมที่นักเทรดไทยควรเลิกทำทันที ก่อนจะถือกระเป๋าผิดรอบ

  • เลิกใช้ “วันที่ Halving” เป็นจุดอ้างอิงหลักในการคำนวณเป้าหมายราคา เพราะ Halving กลายเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัย ไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดอีกต่อไป
  • เลิกรอ “จุดต่ำสุดแบบ 2018 หรือ 2022” ที่ราคาลงมา 80% ของ ATH โอกาสที่ ETF และบริษัทอย่าง Strategy จะปล่อยให้ราคาร่วงแบบนั้นโดยไม่ซื้อเพิ่มมีน้อยมาก
  • เลิกเชื่ออินฟลูที่ยังใช้ชาร์ตวัฏจักรเดิมซ้ำ ๆ แล้วทำนายเดือนแห่งจุดสูงสุดแบบแม่นยำ เพราะถ้าพื้นฐานเปลี่ยน การทำนายด้วยโมเดลเก่าก็ไม่มีมูลความจริง

ตัวแปรใหม่ที่ต้องจับตาแทนคือ 1) กระแสเงินเข้าออก ETF รายวันและรายสัปดาห์ 2) การซื้อของบัญชีเงินสดองค์กรระดับ Strategy, Bitmine, Metaplanet 3) ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และ 4) ปริมาณเงินในระบบทั่วโลก เพราะ Bitcoin กำลังเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับสภาพคล่องมากกว่า Halving แล้ว

ความเห็นผู้เขียน

ความเห็นผู้เขียน
ภาพจาก AI

ส่วนตัวผมคิดว่าการที่ Bitcoin ทำ ATH ก่อน Halving ครั้งนี้ เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดตั้งแต่มีตลาดคริปโตมา และที่น่ากลัวคือนักเทรดไทยส่วนใหญ่ยังไม่รับรู้ความหมายจริง ๆ ของมัน

ผมยังจำได้ว่าช่วงปี 2021 มีคอร์สขายกันเกลื่อนเฟซบุ๊กไทย เนื้อหาก็คือ “เทคำนวณจุดขายโดยใช้ Halving เป็นศูนย์กลาง” มีคนจ่ายหลักหมื่นเพื่อเรียน แล้วผลคือส่วนใหญ่ขายช้าในปี 2021 หรือซื้อเร็วเกินในปี 2022 เพราะยึดติดกับโมเดลที่ไม่ได้อธิบายพฤติกรรมตลาดทั้งหมด รอบนี้ถ้ายังใช้ตำราเดิม ผลจะยิ่งเจ็บกว่าเดิมอีก เพราะโครงสร้างตลาดเปลี่ยนไปถาวร ไม่ได้เปลี่ยนแค่ชั่วคราว

ที่ผมอยากเตือนคือ อย่าเพิ่งเชื่อผมหรืออินฟลูคนไหน ให้ดูข้อมูลเอง ดูกระแสเงิน ETF รายวันบนเว็บ Farside หรือ SoSoValue ดูยอดถือครองของบริษัทมหาชนที่ประกาศใน 10-Q แล้วถามตัวเองว่าถ้าวันนี้ BlackRock ยังดูดเงินเข้ามา 1 พันล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ มันมีเหตุผลไหมที่ราคาจะร่วง 70% แบบปี 2022

ผมไม่ได้บอกว่าราคาจะขึ้นเท่าไหร่ หรือขึ้นเมื่อไหร่ ผมไม่รู้ และไม่มีใครรู้ แต่สิ่งที่ผมพอจะบอกได้คือ “ตำราเก่าใช้ไม่ได้กับตลาดใหม่” คุณจะยังยึดตำราเก่าต่อก็ได้ แต่อย่าแปลกใจถ้าพอร์ตของคุณไม่ได้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะแผนที่คุณใช้ มันไม่ตรงกับภูมิประเทศจริงมาตั้งแต่ปี 2024 แล้ว

สุดท้าย สำหรับคนที่ถืออยู่และยังไม่รู้ว่าจะขายตอนไหน ผมแนะนำให้เลิกดูปฏิทิน Halving แล้วเริ่มดูงบดุลของ BlackRock, Fidelity และ Strategy แทน เพราะคนพวกนี้คือเจ้ามือตัวจริงของรอบนี้ ไม่ใช่ตัวเลขบล็อกที่นับถอยหลังบนเว็บ

ภาพจาก AI