สรุปข่าว
- Arthur Hayes เปิดเผยว่าเขากำลังถือเงินสดเพียง 5% และนำพอร์ต 95% ไปลงทุนโดยเขามั่นใจอย่างมากว่าราคา Bitcoin จะพุ่งแตะ $145,000 ภายในสิ้นปี 2026
- เขามองว่า FED จะถูกบีบให้ต้องพิมพ์เงินออกมารับซื้อหนี้ ซึ่งในสภาวะสงคราม รัฐบาลจะเมินตัวเลขเงินเฟ้อและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเป็นผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยง
- Hayes ฟันธงว่าภายในปี 2030 Ethereum จะสูญเสียตำแหน่ง Top 3 ของโลก โดยผู้ที่ก้าวขึ้นมาแทนที่จะไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงอย่าง Solana แต่จะเป็นเหรียญสาย AI
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
Arthur Hayes ผู้ร่วมก่อตั้ง BitMEX ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านช่อง YouTube สะท้อนมุมมองเชิงรุกต่อตลาดคริปโต ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเขาวิเคราะห์ว่าสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจะบีบให้ประเทศต่างๆ ลดการถือครองดอลลาร์ ส่งผลให้ FED ต้องกลับมาพิมพ์เงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบและเพิกเฉยต่อตัวเลขเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นผลบวกโดยตรงต่อคริปโต นอกจากนี้ เขายังได้ทิ้งท้ายคำทำนายว่า ภายในปี 2030 Ethereum จะหลุดจากตำแหน่ง Top 3 ของกระดานคริปโต โดยจะถูกเบียดตกอันดับโดยโปรเจกต์คริปโตสาย AI ที่มารองรับระบบ Agentic Economy อย่างเต็มรูปแบบ
เมื่อวานนี้ Arthur Hayes ผู้ร่วมก่อตั้ง BitMex ได้รับเชิญไปร่วมสัมภาษณ์ในรายการ Youtube ช่อง Kyle Chasse crypto เพื่อแชร์มุมมองต่ออนาคตของคริปโตที่จะได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์โลกปัจจุบัน
Hayes กล่าวในรายการว่า ตัวเขาในขณะนี้ไม่ได้ลดความเสี่ยงในการลงทุนเลย เพราะเขาเลือกที่จะเก็บเงินสดไว้เพียง 5% เท่านั้น ส่วนอีก 95% เอาไป long คริปโตทั้งหมดโดยมุ่งเน้นไปที่ Bitcoin ร่วมกับเหรียญอื่นๆ ที่มีศักยภาพสูงเช่น Hyperliquid โดยเขายังคาดการณ์ว่าราคา Bitcoin ในช่วงสิ้นปีจะพุ่งไปทำสถิติใหม่ถึง 145,000 ดอลลาร์
ในส่วนของผลกระทบจากสงครามอิหร่านและสหรัฐฯ Hayes ได้แบ่งความเป็นไปได้ออกเป็น 4 รูปแบบ แต่สิ่งที่เป็นประเด็นหลักคือ สถานการณ์คลุมเครือในปัจจุบันที่อาจมีการ เก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลให้การขนส่งสินค้าล่าช้าและมีต้นทุนแพงขึ้น
ดังนั้นหากการค้าโลกไม่ราบรื่นเหมือนเดิม ประเทศต่างๆ จะเริ่มตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการถือครองเงินดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และอาจค่อยๆ หันไปถือครองสินทรัพย์อื่น เช่น ทองคำ หรือเงินหยวนแทน ซึ่งจะเป็นการบีบให้ FED ต้องจำใจพิมพ์เงินเพิ่มอัดเข้าระบบเพื่อรับซื้อหนี้เหล่านั้นเอาไว้เอง
Arthur Hayes มองว่าในสภาวะ เศรษฐกิจสงคราม รัฐบาลจะไม่สนใจตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) แต่จะโฟกัสไปที่การผลิตอาวุธและการให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการผลิต ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต
Ethereum จะหลุดจากหัวแถว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตื่นตกใจที่สุดในการสัมภาษณ์ครั้งนี้คือ การที่ Hayes ออกมาพูดว่า Ethereum กำลังจะหลุดจากตำแหน่งหัวตาราง Top 3 ภายในปี 2030
เขาได้อธิบายเหตุผลว่า Ethereum จะถูกลดบทบาทความสำคัญลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่สวนทางกับนักลงทุนระดับสถาบันและธนาคารที่เชื่อว่า Ethereum กำลังเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจดิจิทัล
Hayes มองว่า Ethereum อาจจะยังคงรักษาตำแหน่ง Top 5 ได้อยู่ แต่จะโดนเหรียญ AI พุ่งขึ้นมาเสียบแทนที่ และคนที่จะพุ่งขี้นมาแซงนั้นจะไม่ใช่ Solana แต่จะเป็นโปรเจกต์ที่มุ่งเน้นด้าน AI แบบเต็มๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจแบบ Agentic economy ซึ่งจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต
มุมมองผู้เขียน : การวิเคราะห์ของ Hayes เรื่อง Ethereum ถือว่ามีความน่าสนใจไม่น้อยเพราะเครือข่ายกำลังตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากการพยายามขยายสเกลด้วย Layer 2 ได้ดึงสภาพคล่องและรายได้ออกจากเชนหลักไปจนหมด นอกจากนี้ ในแง่ของสถาบันการเงิน แม้จะมีการยอมรับ แต่ ETH ก็ยังขาดเสน่ห์เรื่องความหายากเมื่อเทียบกับ Bitcoin ในขณะที่สายซิ่งรายย่อยก็มักจะหันไปหา Solana แทนเนื่องจากถูกและเร็ว จึงไม่แปลกว่าทำไมอนาคตของ ETH จะเต็มไปด้วยอุปสรรค
