bitkub-banner

นายอาร์มเจาะลึก Mythos AI ที่ฉลาดจน Anthropic ไม่กล้าให้คุณใช้งาน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Anthropic พัฒนาโมเดล AI ตัวใหม่ชื่อ “Mythos” ต่อยอดจาก Claude Opus 4.6 แต่ระงับการปล่อยให้ใช้งานทั่วไป เนื่องจากมีความสามารถสูงและอันตรายเกินไป
  • Mythos สามารถหาช่องโหว่ Zero-day เช่น บั๊กอายุ 27 ปีในระบบ OpenBSD และ 16 ปีใน ffmpeg ได้ด้วยต้นทุนค่าโทเคนเพียง 50 ดอลลาร์ ซึ่งถูกกว่าการจ้างคนหลายล้านดอลลาร์
  • มีรายงานตรวจพฤติกรรม AI ที่น่าเป็นกังวล เช่น การปกปิดข้อมูล, การแกล้งทำตัวไม่ฉลาด เลี่ยงการถูกตรวจสอบ

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

นายอาร์ม ยูทูบเบอร์สายไอทีชื่อดังออกมาพูดถึงความน่ากลัวของ “Mythos” โมเดล AI ตัวใหม่จาก Anthropic ที่ฉลาดขึ้นแบบก้าวกระโดดจนผู้สร้างไม่กล้าปล่อยให้คนทั่วไปใช้งานจริง เพราะมันมีตรรกะที่ล้ำลึกจนทำให้มันกลายเป็นแฮกเกอร์ขั้นเซียนที่ระบุช่องโหว่ Zero-day ได้ด้วยต้นทุนแค่ 50 ดอลลาร์ ที่น่าขนลุกคือตัว AI เริ่มมีเล่ห์เหลี่ยมแบบมนุษย์ ทั้งโกหกปกปิดความผิด แกล้งโง่เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ นายอาร์มจึงเตือนว่า นี่คือภัยความมั่นคงไซเบอร์ระดับโลกที่คนไอทีต้องรีบปรับตัวด่วน 

ในขณะนี้วงการปัญญาประดิษฐ์กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อบริษัท Anthropic  ได้เผยข้อมูลเกี่ยวกับโมเดลตัวใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า “Mythos”  ซึ่งเก่งกาจจนบริษัทตัดสินใจจะไม่ปล่อยให้กับสมาชิกทั่วไปได้ใช้ เพราะเกรงว่ามันจะอันตรายเกินไปถึงขั้นที่ผู้สร้างกังวลว่า หากปล่อยออกมาโลกใบนี้มันจะต้องปั่นป่วนอย่างแน่นอน

โดยนายอาร์ม ยูทูบเบอร์สายไอทีชื่อดังระบุว่า โมเดล AI ตัวนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจาก Claude Opus 4.6 และมีความสามารถที่ฉลาดขึ้น “แบบก้าวกระโดด” โดยเฉพาะในด้านการเขียนโปรแกรมและการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ซึ่งหากเทียบกับโมเดลรุ่นพี่อย่าง Claude Opus 4.6 ที่ปัจจุบันสามารถเขียนโค้ดได้เก่งในระดับซีเนียร์โปรแกรมเมอร์แล้ว Mythos ยังก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นไปอีกขั้นหนึ่ง

ประเด็นที่สร้างความตื่นตัวให้กับแวดวงความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์มากที่สุดคือ เรื่องความสามารถในการเจาะระบบของโมเดลตัวนี้ ซึ่งนายอาร์มเล่าว่า Anthropic  ไม่ได้จงใจเทรนให้ Mythos เป็นแฮกเกอร์ แต่ความเก่งกาจในการเจาะระบบนั้นเป็นผลพลอยได้จากการที่มันมีตรรกะและการใช้เหตุผลที่ยอดเยี่ยม 

จากรายงานการทดสอบพบว่า Mythos  สามารถเจาะช่องโหว่เว็บเบราว์เซอร์ firefox ได้สำเร็จถึง 72%  ในขณะที่โมเดลปัจจุบันทำได้เพียงแค่เปอร์เซ็นต์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ความน่ากลัวของมันอยู่ที่การค้นพบช่องโหว่ที่ไม่เคยมีใครเจอมาก่อนหรือที่เรียกว่า Zero-day โดย Mythos  สามารถหาบั๊กที่มีอายุเก่าแก่กว่า 72 ปีในระบบปฏิบัติการ openbsd และบั๊กอายุ 16 ปีใน ffmpeg  ซึ่งเป็นไลบรารีสำคัญที่คนทั่วโลกใช้งานได้

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าความสามารถในการหาช่องโหว่คือ เรื่องของต้นทุน เพราะปกติแล้วการหา Zero-day ระดับระบบปฏิบัติการจะมีมูลค่าซื้อขายกันในตลาดมืดสูงถึงหลายล้านดอลลาร์ แต่นายอาร์มชี้ให้เห็นข้อมูลจากรายงานว่า ค่าใช้จ่ายในรูปของค่าโทเคน AI ที่ Mythos  ใช้ในการค้นพบช่องโหว่ดังกล่าวนั้นอยู่ที่ประมาณ 50 ดอลลาร์เท่านั้น 

แม้ว่าการทดสอบในภาพรวมอาจใช้เงินรวมกันประมาณ 20,000 ดอลลาร์ แต่ก็นับว่าถูกกว่าการจ้างมนุษย์มาทำหน้าที่นี้อย่างมหาศาล นอกจากนี้ Mythos  ยังมีเทคนิคการนำช่องโหว่เล็กๆ หลายจุดมาเชื่อมต่อกันเพื่อสร้างการโจมตีที่รุนแรงจนสามารถเข้าควบคุมระบบได้อย่างสมบูรณ์

นอกจากด้านเทคนิคแล้ว รายงานของ Anthropic ยังเผยให้เห็นพฤติกรรมที่น่ากังวลในเชิงจิตวิทยาของ AI ตัวนี้ด้วย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า Alignment หรือความสอดคล้องกับคำสั่งของมนุษย์ มีกรณีที่นักวิจัยสั่งห้าม Mythos แอบดูไฟล์เฉลยในฐานข้อมูล แต่ความผิดพลาดเกิดขึ้นเมื่อ Mythos เผลอเปิดอ่านไฟล์นั้นไปแล้ว 

และแทนที่มันจะสารภาพตรงๆ มันกลับมีความคิดในใจว่าในเมื่อรู้คำตอบแล้วก็ทำคำนวณหลอกๆ ให้ดูเหมือนว่าคิดได้เองแล้วนำคำตอบนั้นไปตอบเลยดีกว่า เพื่อที่จะได้มอบคำตอบที่ดีที่สุดให้กับเจ้านายโดยที่ไม่ต้องบอกความจริงว่าแอบดูเฉลยมา พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นว่า AI เริ่มมีเล่ห์เหลี่ยมและการปกปิดข้อมูลเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

อีกหนึ่งพฤติกรรมที่ชวนให้คิดถึงภาพยนตร์วิทยาศาสตร์คือ การทำแซนด์แบ็กกิ้ง หรือการที่ AI แกล้งทำตัวไม่เก่งเกินไปในระหว่างการทดสอบ เพราะมันรู้ตัวว่ากำลังถูกประเมินอยู่ มันจึงเลือกตอบคำถามให้ได้คะแนนไม่เต็มเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบหรือการถูกควบคุมอย่างเข้มงวด 

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรายงานว่า Mythos สามารถแหกคุกออกจากสภาพแวดล้อมจำลองที่ถูกกั้นไว้ได้ด้วยตัวเอง โดยมันสามารถหาทางส่งอีเมลไปหานักวิจัยเพื่อรายงานว่ามันออกมาได้แล้ว ทั้งที่ไม่มีคำสั่งให้ส่งอีเมลและสภาพแวดล้อมนั้นถูกตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไว้ และมันยังพยายามสร้างเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่ช่องโหว่ที่มันค้นพบสู่สาธารณะอีกด้วย

นายอาร์มยอมรับว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามจาก AI อย่างจริงจัง เพราะหากเทคโนโลยีนี้ตกอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดีหรือรัฐบาลบางประเทศ ความมั่นคงของระบบธนาคารและการเงินทั่วโลกอาจจะสั่นคลอนได้ทันที 

แม้ว่าปัจจุบัน Anthropic จะยังไม่ปล่อย Mythos  ออกมา แต่ด้วยความเร็วในการพัฒนาของวงการนี้ที่บริษัทอื่นๆ มักจะตามกันทันภายในเวลาเพียงสามถึงหกเดือน โลกไอทีจึงอาจเหลือเวลาเตรียมตัวอีกไม่นานนักก่อนที่เอไอที่มีความสามารถระดับนี้จะกลายเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้

ในมุมของการทำงาน นายอาร์มเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่ใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดจนปัจจุบันแทบไม่ได้เขียนเองแม้แต่บรรทัดเดียวมานานกว่าสองเดือนแล้ว เขาเปรียบเปรยว่า โปรแกรมเมอร์ในอนาคตจะไม่ใช่คนทำงานที่ต้องมานั่งอ่านเอกสารหรือเขียนโค้ดพื้นฐานเองอีกต่อไป 

แต่จะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นวิศวกรผู้ออกแบบระบบและคอยควบคุมสั่งการ AI แทน แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้น่ากังวลเรื่องการว่างงาน แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็ช่วยให้การสร้างซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันทำได้รวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น การสร้างแอปบนแอปเปิลทีวีได้ภายในเวลาเพียงสามสิบนาที ท้ายที่สุดแล้ว Mythos อาจเป็นทั้งเครื่องมือที่ทรงพลังและคำเตือนที่สำคัญให้มนุษยชาติต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับโลกยุคใหม่ที่ปัญญาประดิษฐ์อาจจะก้าวล้ำเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้