bitkub-banner

Glassnode เตือน Bitcoin ดีดกลับแตะ $65,000 ดอลลาร์ อาจเป็นแค่รีบาวด์ชั่วคราว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Glassnode เตือนผลกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงลดลงเหลือเพียง $4 แสนล้านดอลลาร์ และมีผลขาดทุนค้างอยู่ในตลาดถึง $2-3 แสนล้านดอลลาร์ เสี่ยงต่อการร่วงลงต่อ
  • ข้อมูลจาก CryptoQuant ระบุว่าการดันราคามาจากความต้องการในตลาด Perpetual Futures ขณะที่ฝั่ง Spot ยังคงหดตัวสะท้อนถึงโครงสร้างการฟื้นตัวที่เปราะบาง
  • ตลาดมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ $52,900 หากหลุดแนวรับนี้มีโอกาสร่วงลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ $44,000 แต่หากฝ่าแนวต้าน $69,500 ไปได้ จะมีเป้าหมายถัดไปที่ $76,200

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

Glassnode และ CryptoQuant ได้ออกโรงเตือนถึงความเปราะบางของการฟื้นตัวของ Bitcoin ในเดือนนี้ว่าใกล้สิ้นสุดลง เนื่องจากตัวเลขกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในตลาดร่วงลงเหลือเพียง $4 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำที่สุดในรอบวัฏจักร ยิ่งไปกว่านั้น แรงดันราคาในรอบนี้เกิดจากการใช้ Leverage เป็นหลักขณะที่อุปสงค์ในตลาด Spot ยังคงติดลบและหดตัวลง ทำให้ราคามีความเสี่ยงที่จะย่อตัวสูง 

ราคา Bitcoin เดือนกรกฎาคมนี้เรียกได้ว่ามีการฟื้นตัวได้อย่างยอดเยี่ยมจากที่เคยลงไปต่ำถึง $58,000 ในช่วงปลายเดือนหก แต่ก็สามารถฟื้นกลับขึ้นมากว่า 13% เหนือย $65,000 ได้สำเร็จ ทว่า Glassnode ได้ส่งคำเตือนใหม่ โดยระบุว่าการฟื้นตัวในตอนนี้กำลังใกล้ที่จะจบลงแล้ว

ข้อมูลจาก Glassnode เผยว่า ปริมาณของผลกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงได้ร่วงลงมาจากจุดสูงสุดในเดือน ต.ค. 2025 ที่ $1.4 ล้านล้าน ลงมาเหลือเพียง $4 แสนล้าน ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งคิดเป็นตัวเลขที่ต่ำสุดในรอบวัฏจักรนี้

ขณะเดียวกันอัตราส่วนระหว่างกำไรและการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นในเดือน มิถุนายน ยังได้ร่วงลงต่ำกว่าตอนที่ตลาดผันผวนหนักในเดือน ก.พ. แม้ว่าระดับราคาที่ร่วงลงมาจะอยู่ใกล้เคียงกันก็ตาม ซึ่งความแตกต่างของช่องว่างตรงนี้เป็นสัญญาณชี้ว่า “เหรียญมีการเปลี่ยนมือ” ในช่วงที่ราคาปรับตัวลงส่งผลให้ราคาทุนเฉลี่ยรวมของคนทั้งตลาดขยับสูงขึ้นตามไปด้วย

อ้างอ้างข้อมูลจากด้านบนจะเห็นได้ว่าตลอดปี 2025 อัตราส่วนของผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นส่วนใหญ่แล้วจะยืนอยู่เหนือ 0 แต่ในปี 2026 นี้กลับมีตัวเลขการขาดทุนอยู่ที่ประมาณ $2-3 แสนล้านดอลลาร์

ความเจ็บปวดในระดับนี้ ตามปกติแล้วมักเป็นสัญญาณถึงช่วงสุดท้ายของตลาดขาลงและสัญญาณจุดต่ำสุดบางอย่างก็เริ่มมีปรากฎตัวให้เห็นแล้ว ทว่า การฟื้นตัวในเดือนกรกฎาคมก็ยังไม่เพียงพอในการเปลี่ยนเทรนด์ในภาพใหญ่ 

ฟิวเจอร์สคือผู้ซื้อรายเดียว

อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวที่ปรากฏอยู่ก็ไม่ใช่แรงซื้อที่เกิดขึ้นจริงเพราะ CryptoQuant เปิดเผยว่า เดือนกรกฎาคมนี้ปริมาณความต้องการในสัญญาฟิวเจอร์สได้เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ความต้องการในฝั่งสปอตยังคงลดลง

ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ยอดรวมความต้องการในตลาด Perpetual Futures มีการเติบโตขึ้นประมาณ 30,000 ถึง 50,000 BTC ในเดือนนี้ ทว่าเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับช่วงการขยายตัวในเดือนเมษายนที่เคยพุ่งสูงเกือบ 250,000 BTC ซึ่งเป็นแรงส่งสำคัญที่ดันราคาให้ทะยานขึ้นไปถึง 82,000 ดอลลาร์ จะเห็นได้ว่าความตื่นตัวหรือความต้องการในตลาด Futures ณ วันนี้ มีขนาดเล็กลงกว่าในตอนนั้นถึงประมาณห้าเท่าตัว

กลับกันตัวชี้วัดความต้องการในตลาดสปอตยังคงติดลบอยู่มาตลอดทั้งปีนี้ และปัจจุบันกำลังหดตัวลงอย่างหนักถึงประมาณ 200,000 BTC ต่อเดือน ยิ่งไปกว่านั้น อุปสงค์รวมยังร่วงลงไปแตะระดับเกือบติดลบ 550,000 BTC ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่ย่ำแย่ที่สุดของปี 2026 เลยทีเดียว

ตามสถิติที่ผ่านมา การฟื้นตัวของราคาที่ขับเคลื่อนด้วยการใช้ Leverage โดยขาดแรงช้อนซื้อจริงจากฝั่ง Spot มาช่วยดูดซับสภาพคล่อง มักจะจบลงด้วยความเปราะบางเสมอ แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงจะช่วยดันให้ BTC ทะลุแนวต้านช่วงกลางเดือนมิถุนายนมาได้ แต่กลุ่มนักลงทุนที่เข้ามาซื้อด้วยความต้องการที่แท้จริง ก็ยังคงไม่ได้กลับเข้าสู่ตลาดแต่อย่างใด

เป้าหมายที่ต้องจับตาต่อ

สำหรับนักลงทุนแล้ว เป้าหมายถัดไปที่จะต้องจับตาจะอยู่ที่แนวรับ $52,900 ซึ่งเป็นราคาต้นทุนที่แท้จริงของ Bitcoin ในตอนนี้ ซึ่งถ้าหากเอาไม่อยู่ก็มีสิทธิที่จุดต่ำสุดใหม่จะเกิดขึ้นในไตรมาส 4 ที่ประมาณ $44,000

อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยตอนนี้ราคา Bitcoin อยู่ห่างจากแนบต้านสำคัญแรกที่ระดับราคา $69,500 เพียง 6-7% ส่งผลทำให้โอกาสที่ฝั่งมองบวกจะคว้าชัยชนะมายังคงพอมีความหวังให้ลุ้นกันได้อยู่ซึ่งถ้าหากทำสำเร็จราคาก็อาจปูทางไปสู่เป้าหมายระยะสั้นที่ $76,200 ได้

ที่มา: Beincrypto


มุมมองผู้เขียน : ตลาดที่พึ่งพาเพียง Futures เพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการ Liquidation Cascade หากเกิดปัจจัยลบมากระทบเหมือนกับตอน 10.10 ซึ่งสถิติตลาดมักชี้ว่าต้องเกิดการ Reset ชำระล้าง Leverage ที่ตึงตัวนี้ออกไปให้หมดก่อน จึงจะสามารถสร้างฐานราคาที่มั่นคงเพื่อเริ่มรอบขาขึ้นรอบใหม่ได้อย่างยั่งยืน