สรุปข่าว
- Paul Tudor Jones นักลงทุนพันล้านชื่อดัง ระบุในพอดแคสต์ Invest Like The Best ว่า Bitcoin คือ “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ดีที่สุด” เหนือกว่าทองคำ เพราะมีจำนวนจำกัด
- เขายังเตือนว่าตลาดหุ้นมีมูลค่าสูงเกินจริง โดยเปรียบการประเมินมูลค่าปัจจุบันของ S&P 500 กับช่วงฟองสบู่ดอทคอมปี 2000 และมองว่าจะ “สร้างรายได้ได้ยากมาก” จากหุ้นในทศวรรษนี้
- Jones เป็นหนึ่งในนักลงทุนระดับตำนานที่สนับสนุน Bitcoin มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 จับตาดูว่าความเห็นนี้จะดึงความสนใจจากนักลงทุนสถาบันรายอื่นหรือไม่
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่นักลงทุนระดับมหภาคที่มีชื่อเสียงอย่าง Jones ยืนยันจุดยืนสนับสนุน Bitcoin ซ้ำอีกครั้งในช่วงที่ตลาดผันผวน ช่วยเสริมความเชื่อมั่นในเชิงจิตวิทยา โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนสถาบันที่กำลังมองหาสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Jones แสดงความเห็นในลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้ว ผลกระทบต่อราคาโดยตรงอาจจำกัด
เมื่อวันอังคารที่ 28 เมษายน 2569 ตามรายงานจาก CoinDesk Paul Tudor Jones นักลงทุนพันล้านและนักเทรดมหภาคชื่อดัง ได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับพอดแคสต์ Invest Like The Best ว่า Bitcoin คือ “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ดีที่สุด” โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เหนือกว่าทองคำ เนื่องจาก Bitcoin มีจำนวนจำกัด นอกจากนี้ เขายังเตือนว่าจะ “สร้างรายได้ได้ยากมาก” จากการลงทุนในหุ้นในทศวรรษหน้า โดยมองว่าระดับมูลค่าของ S&P 500 ในปัจจุบันชวนให้นึกถึงช่วงฟองสบู่ดอทคอมปี 2000 เขายังยอมรับถึงความเสี่ยงต่างๆ ของ Bitcoin รวมถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์และการประมวลผลควอนตัม แม้จะยังคงสนับสนุนความน่าสนใจในระยะยาวในระดับมหภาคของสินทรัพย์ดิจิทัลดังกล่าวก็ตาม
Bitcoin เหนือกว่าทองคำในฐานะเครื่องป้องกันเงินเฟ้อ
Jones ให้เหตุผลหลักว่า Bitcoin มีความได้เปรียบเหนือทองคำตรงที่ปริมาณของมันถูกจำกัดด้วยโปรโตคอลอย่างเด็ดขาด ในขณะที่ทองคำยังสามารถขุดเพิ่มได้อีก ความหายากโดยสมบูรณ์นี้ทำให้ Bitcoin เหมาะสมกว่าในการเป็นเครื่องมือรักษามูลค่าท่ามกลางการขยายตัวของปริมาณเงินในระบบโดยธนาคารกลางทั่วโลก อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ปิดบังความเสี่ยง โดยชี้ให้เห็นว่าภัยคุกคามจากการแฮกและเทคโนโลยีการประมวลผลควอนตัมในอนาคตเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตาม
จุดยืนของ Jones ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในเดือนพฤษภาคม 2563 เขาเปิดเผยครั้งแรกว่าลงทุนใน Bitcoin พร้อมเปรียบเทียบกับทองคำในช่วงทศวรรษ 1970 และตั้งแต่นั้น เขายืนยันจุดยืนนี้ซ้ำหลายครั้ง ทั้งในปี 2567 และ 2568 รวมถึงระบุว่าถือ Bitcoin ในพอร์ตการลงทุนของตัวเองในสัดส่วน “เลขหลักเดียว”
หุ้นแพงเกินจริง สร้างรายได้จากหุ้นยากขึ้นอีก 10 ปี
นอกจากมุมมองต่อ Bitcoin แล้ว Jones ยังแสดงความกังวลต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยมองว่าการประเมินมูลค่าของ S&P 500 ในปัจจุบันสูงเกินจริง และเตือนว่าในทศวรรษหน้านักลงทุนจะ “สร้างรายได้ได้ยากมาก” จากหุ้น เขาเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับยุคดอทคอมปี 2000 ซึ่งหลังจากดัชนี Nasdaq แตะจุดสูงสุดที่ 5,048 จุดในเดือนมีนาคม 2543 ก็ดิ่งลงกว่า 78% ภายในสองปีครึ่ง
ความแตกต่างสำคัญระหว่างยุคนั้นกับปัจจุบัน คือสภาพแวดล้อมทางการเงินการคลังที่ต่างออกไป ในปี 2543 อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงและงบประมาณรัฐบาลสหรัฐฯ เกินดุล ในขณะที่ปัจจุบัน การขาดดุลงบประมาณสูงถึงประมาณ 6% ของ GDP และตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดดอกเบี้ยในระยะถัดไป ซึ่ง Jones มองว่าปัจจัยเหล่านี้ยิ่งเอื้อต่อการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวอย่าง Bitcoin และทองคำมากกว่าหุ้น
นักลงทุนระดับตำนานคนแล้วคนเล่าหันมาหา Bitcoin
ความเห็นของ Jones สอดคล้องกับแนวโน้มที่นักลงทุนมหภาคระดับโลกหลายรายเริ่มมองหาสินทรัพย์นอกระบบการเงินดั้งเดิม ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Ray Dalio แนะให้เจียดเงินลงทุน 15% มาซื้อ Bitcoin ทั้งยังเตือนด้วยว่าหนี้สหรัฐฯ ใกล้ถึงจุดวิกฤต ในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วย เพราะก่อนหน้านี้เราก็ได้รายงานว่า นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง Steve Hanke กล่าวว่า มูลค่าพื้นฐานของ Bitcoin คือ “ศูนย์” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในหมู่นักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกยังคงมีความเห็นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงต่อสินทรัพย์ดิจิทัลชนิดนี้
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า ความเห็นของ Jones ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่มากนัก เพราะเขาพูดในทำนองเดียวกันมาหลายปีแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือบริบทที่เขาพูดในครั้งนี้ ขณะที่ Bitcoin อยู่ที่ประมาณ $76,340 และยังไม่สามารถทะลุ $80,000 ได้ การที่นักลงทุนระดับตำนานยืนยันว่าหุ้นแพงเกินจริงและ Bitcoin คือตัวเลือกที่ดีกว่า อาจช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่กำลังลังเล สิ่งที่ต้องจับตาจริงๆ คือว่าจะมีนักลงทุนสถาบันรายใหญ่รายอื่นออกมาแสดงจุดยืนที่คล้ายกันในช่วงนี้หรือไม่ เพราะนั่นอาจส่งผลต่อราคาได้มากกว่าคำพูดของคนเดียว
ที่มา: CoinDesk
เครดิตภาพจาก @Maugie_Games
