bitkub-banner

CLARITY Act คืบหน้า สหรัฐฯ แบนดอกเบี้ย Stablecoin แต่เปิดทางรางวัลจากการใช้งาน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงสุดท้ายใน CLARITY Act ห้ามจ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนแบบ passive สำหรับการถือ Stablecoin แต่อนุญาตรางวัลที่ผูกกับการใช้งานจริง
  • ร่างกฎหมายนี้ครอบคลุมทั้งผู้ออก Stablecoin และกระดานเทรดคริปโต โดยกำหนดให้หน่วยงาน US Treasury และ CFTC จัดทำกรอบกิจกรรมที่อนุญาตภายใน 1 ปี ขณะที่ Polymarket ประเมินโอกาสผ่านในปี 2026 ไว้ที่ 55%
  • คณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภาเตรียม Markup เร็วสุดช่วงสัปดาห์ที่ 11 พ.ค. โดยตั้งเป้าสรุปร่างภายในสิ้นเดือน พ.ค. 2026

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การที่ CLARITY Act มีแนวโน้มผ่านกฎหมายชัดเจนขึ้นถือเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดคริปโตในภาพรวม เนื่องจากความชัดเจนด้านกฎระเบียบจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินสถาบันและลดความไม่แน่นอนที่กดดันราคา Stablecoin อย่าง USDT และ USDC จะได้กรอบการทำงานที่ชัดเจน ซึ่งอาจหนุนการนำไปใช้งานจริงในวงกว้างมากขึ้น

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา สื่อหลายสำนักรายงานต่อเนื่องเกี่ยวกับข้อตกลงขั้นสุดท้ายของ CLARITY Act ในส่วนของผลตอบแทน Stablecoin ซึ่งมีการเปิดเผยข้อความร่างกฎหมายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2569 โดย ส.ว. Thom Tillis จากรัฐนอร์ทแคโรไลนา พรรครีพับลิกัน และ ส.ว. Angela Alsobrooks จากรัฐแมรีแลนด์ พรรคเดโมแครต ตามรายงานจาก Crypto Rover โดยสาระสำคัญของกฎหมายระบุชัดเจนว่า จะห้ามไม่ให้บริษัทคริปโตจ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนในรูปแบบใดก็ตามเพียงเพราะผู้ใช้ถือ Stablecoin ไว้โดยไม่ทำอะไร แต่ยังคงอนุญาตให้มีรางวัลที่ผูกกับการใช้งานจริงบนแพลตฟอร์ม ทั้งนี้ร่างกฎหมายนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายกรอบที่วางรากฐานไว้โดย GENIUS Act ซึ่งประธานาธิบดี Donald Trump ลงนามประกาศใช้เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2568

สกรีนช็อตของเอกสารทางกฎหมายที่ระบุถึงหลักเกณฑ์ของ Stablecoin รวมถึงการห้ามจ่ายดอกเบี้ยแต่เปิดทางให้รางวัลจากการใช้งาน
สกรีนช็อตของเอกสารทางกฎหมายที่ระบุถึงหลักเกณฑ์ของ Stablecoin รวมถึงการห้ามจ่ายดอกเบี้ยแต่เปิดทางให้รางวัลจากการใช้งาน (ภาพจาก: @CryptoRover)

แบนดอกเบี้ย แต่ยังให้รางวัลจากการใช้งาน

จุดที่น่าสนใจที่สุดของ CLARITY Act ในรอบนี้คือการแยกแยะระหว่าง “passive yield” กับ “activity-based rewards” อย่างชัดเจน กฎหมายนี้ห้ามการจ่ายผลตอบแทนที่เทียบเท่ากับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ที่แค่ถือ USDT หรือ USDC ไว้เฉยๆ จะไม่ได้รับผลตอบแทนแบบ passive อีกต่อไป การแบนนี้ครอบคลุมทั้งผู้ออก Stablecoin โดยตรง และกระดานเทรดคริปโตทุกแห่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง

อย่างไรก็ตาม กฎหมายยังเปิดทางให้มีรางวัลที่ผูกกับ “กิจกรรมที่แท้จริง” ซึ่งรวมถึงการชำระเงิน การโอนเงิน โปรแกรมสะสมคะแนน บริการสมาชิก การให้สภาพคล่อง การวางหลักประกัน การกำกับดูแล การ validate ธุรกรรม และการ staking ซึ่ง Faryar Shirzad ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของ Coinbase มองว่าข้อตกลงนี้เป็น “ชัยชนะของผู้บริโภค” เพราะยังคงรักษาสิทธิ์ของชาวอเมริกันในการได้รับรางวัลจากการใช้งานคริปโตจริง

เส้นทางต่อจากนี้และเสียงคัดค้านที่ต้องจับตา

คณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภาเตรียม Markup หรือการพิจารณาร่างกฎหมายอย่างเป็นทางการ เร็วสุดในสัปดาห์ที่ 11 พ.ค. 2569 โดยวุฒิสมาชิกตั้งเป้าสรุปร่างให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม และปัจจุบัน Polymarket ประเมินโอกาสที่ CLARITY Act จะผ่านในปีนี้ไว้ที่ 55% นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังกำหนดให้หน่วยงานอย่าง US Treasury และ CFTC จัดทำกรอบการเปิดเผยข้อมูลและรายการกิจกรรมที่อนุญาตภายใน 1 ปีหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้

ขณะเดียวกัน ยังมีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย โดย Crypto Council for Innovation (CCI) แสดงความกังวลว่าข้อจำกัดใน CLARITY Act นั้น “เกินกว่า” ที่เคยเสนอในร่างก่อนหน้าอย่าง GENIUS Act มาก และอาจจำกัดแรงจูงใจของผู้ใช้งานโดยไม่จำเป็น ด้านธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่อย่าง JPMorgan และ Bank of America ก็มีแนวโน้มจะคัดค้านหนักขึ้น เนื่องจากกังวลว่า Stablecoin rewards อาจดูดเงินฝากออกจากระบบธนาคารแบบดั้งเดิม

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Polymarket มองโอกาส CLARITY Act ได้รับไฟเขียวสูงถึง 69% และ Coinbase ดันร่างกฎหมายคริปโตวุฒิสภาสหรัฐฯ ปลดล็อกผลตอบแทน Stablecoin ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเรื่องนี้อยู่ในโฟกัสของวงการมาสักระยะแล้ว


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าความคืบหน้าของ CLARITY Act รอบนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับระบบนิเวศ Stablecoin ในระยะยาว แม้การห้าม passive yield จะฟังดูเหมือนข่าวร้ายสำหรับผู้ใช้ที่เคยได้ดอกเบี้ยจากการถือ USDT หรือ USDC แต่หากกฎหมายผ่านได้จริง มันจะสร้างความชัดเจนที่ตลาดต้องการมาตลอด ประเด็นที่น่าจับตาต่อจากนี้คือ Markup ในสัปดาห์ที่ 11 พ.ค. ว่าจะราบรื่นหรือมีการต่อรองเพิ่มเติมจากฝั่งธนาคาร รวมถึงการที่ CCI ยังไม่เห็นด้วยเต็มร้อย ก็อาจทำให้กระบวนการยืดเยื้อออกไปอีก แต่โดยรวมทิศทางชัดเจนแล้วว่าสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าสร้างกติกาให้ Stablecoin แทนที่จะเลือกแบนโดยรวม

ที่มา: @CryptoRover

ภาพจาก AI