สรุปข่าว
- ตลาด Cryptocurrency เริ่มเผชิญแรงกดดันอย่างหนักหลังจากความน่าจะเป็นที่ Federal Reserve จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลดลงเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์จนถึงปี 2027 พร้อมกับมีโอกาสถึง 55 เปอร์เซ็นต์ที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนมกราคม
- สภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดลดลงและผลักดันให้สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคา Bitcoin ไม่สามารถทะลุแนวต้าน 81,000 ดอลลาร์และเริ่มปรับตัวลดลงมาหาแนวรับสำคัญ
- แม้ในระยะสั้นตลาดจะต้องเผชิญกับความผันผวนและอาจกดดันให้ราคาร่วงลงไปทดสอบโซน 72,000 ถึง 74,000 ดอลลาร์แต่นักลงทุนยังคงมองว่า Bitcoin จะเป็นสินทรัพย์ที่ได้เปรียบในระยะยาวหากเศรษฐกิจชะลอตัวจนบีบให้ต้องมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคต
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
โอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องที่ตึงตัวขึ้นของ Federal Reserve ถือเป็นปัจจัยกดดันหลักที่ทำให้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลดลงและส่งผลให้ราคาปรับฐานในระยะสั้น
ตลาด Cryptocurrency กำลังเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันอย่างชัดเจนเนื่องจากความคาดหวังต่อนโยบายของ Federal Reserve กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลความน่าจะเป็นจาก FedWatch ชี้ให้เห็นว่าโอกาสที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะดำเนินต่อไปจนถึงปี 2027 ปัจจุบันแทบจะเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์
สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือนักลงทุนกำลังประเมินว่ามีโอกาสถึง 55 เปอร์เซ็นต์ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในเดือนมกราคม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่มองว่า Federal Reserve จะเริ่มผ่อนคลายนโยบายเร็วกว่านี้มาก
ในแง่ของเศรษฐกิจมหภาค ตลาด Cryptocurrency มักจะทำผลงานได้ดีที่สุดเมื่อสภาพคล่องเพิ่มสูงขึ้น การกู้ยืมมีต้นทุนที่ถูกลง และนักลงทุนนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วการลดอัตราดอกเบี้ยจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสภาวะดังกล่าว
ในทางกลับกันเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นจะตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ดอกเบี้ยที่สูงจะลดความต้องการเก็งกำไรในตลาด ทำให้สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และทำให้สภาพคล่องตึงตัว
ด้วยเหตุนี้แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีแรงส่งในทิศทางขาขึ้น แต่เมื่อเร็วๆ นี้ Bitcoin กลับไม่สามารถทะลุผ่านโซนแนวต้านที่ 81,000 ดอลลาร์ไปได้และเริ่มปรับตัวร่วงลงมา
กราฟทางเทคนิคแสดงให้เห็นว่าปัจจุบัน Bitcoin กำลังไถลกลับลงมาหาแนวรับสำคัญใกล้กับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วันและกำลังหลุดจากโครงสร้างขาขึ้นในระยะสั้น
ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ฝั่งผู้ซื้อเริ่มมีความระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการลดลงอย่างรวดเร็วของโมเมนตัมในเครื่องมือชี้วัด RSI
อย่างไรก็ตามสถานการณ์นี้มีความซับซ้อนมากกว่าแค่การสรุปง่ายๆ ว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้ราคา Bitcoin ลดลงเสมอไป
ปัจจุบันตลาดกำลังเข้าใกล้จุดที่ Federal Reserve อาจถูกบีบให้ต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคตอันใกล้เนื่องจากแรงกดดันรอบด้าน ความคาดหวังอาจพลิกกลับได้อย่างรวดเร็วจากปัจจัยต่างๆ เช่น เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ต้นทุนการชำระหนี้ที่สูงขึ้น ความตึงเครียดในระบบธนาคาร หรือสภาวะการจ้างงานที่แย่ลง
ด้วยเหตุนี้เมื่อนโยบายเกิดการเปลี่ยนแปลงในที่สุด นักลงทุนจึงยังคงมองว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่มีโอกาสเป็นผู้ชนะในระยะยาว เพียงแต่ในขณะนี้ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงการตั้งรับเพื่อป้องกันความเสี่ยง
สถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในระยะสั้นคือความผันผวนที่ดำเนินต่อไป โดยคาดว่า BTC จะซื้อขายอยู่ในกรอบราคาที่กว้างในขณะที่นักลงทุนต้องคอยตอบรับกับความคิดเห็นของ Federal Reserve รายงานด้านแรงงาน และข้อมูลเงินเฟ้อ
Bitcoin อาจย่อตัวกลับลงไปที่กรอบราคา 72,000 ถึง 74,000 ดอลลาร์ได้อย่างรวดเร็วหากตลาดปักใจเชื่อว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
อย่างไรก็ตามเนื่องจากตลาดมีการวางสถานะแบบตั้งรับไว้แล้ว ราคา Bitcoin ก็อาจพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงได้เช่นกันหากตัวเลขเงินเฟ้อลดลงอย่างไม่คาดคิดหรือสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็วจนบั่นทอนจุดยืนการคงดอกเบี้ยของ Federal Reserve
ที่มา: CME
มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าตัวเลขจาก FedWatch เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญมากสำหรับนักลงทุนในตลาด Crypto ครับ การที่โอกาสลดดอกเบี้ยแทบจะไม่มีเหลือแถมยังมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก ย่อมสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อสินทรัพย์เสี่ยง ภาพระยะสั้นเราคงต้องเผชิญกับความผันผวนและการปรับฐานเพื่อรอความชัดเจนจากตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ในมุมมองระยะยาว การที่ตลาดรับรู้ความเสี่ยงล่วงหน้าแล้ว หากมีปัจจัยบวกเข้ามากระทบเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ราคาดีดกลับได้อย่างรวดเร็ว นักลงทุนจึงควรบริหารความเสี่ยงและเตรียมสภาพคล่องไว้รับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในโซนแนวรับสำคัญครับ
