bitkub-banner

ญี่ปุ่นรับรอง Stablecoin ต่างชาติเป็นเครื่องมือชำระเงินตามกฎหมาย มีผล 1 มิ.ย. นี้

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สำนักงานบริการทางการเงินญี่ปุ่น (FSA) ประกาศแก้ไขกฎระเบียบให้ stablecoin ประเภท trust-type ที่ออกภายใต้กฎหมายต่างประเทศได้รับการรับรองเป็นเครื่องมือชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มิถุนายน 2569
  • ธุรกิจญี่ปุ่นสามารถใช้งาน stablecoin เหล่านี้ได้ โดยต้องมีเงื่อนไขว่าผู้ออก stablecoin ในต่างประเทศต้องมีใบอนุญาตหรือการจดทะเบียนที่เทียบเท่าในประเทศของตน
  • กฎใหม่นี้กำหนดว่า stablecoin ต่างชาติที่ผ่านเกณฑ์จะไม่ถูกจัดเป็นหลักทรัพย์ ซึ่งเปิดทางให้ระบบนิเวศ stablecoin เติบโตในตลาดญี่ปุ่นได้อย่างมีนัยสำคัญ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชีย เปิดรับ stablecoin ต่างชาติอย่างเป็นทางการถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อตลาดคริปโตโดยรวม เนื่องจากเพิ่มความต้องการใช้งาน stablecoin อย่าง USDT และ USDC ในระดับสถาบัน นอกจากนี้ยังอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศในเอเชียอื่น ๆ เดินตามแนวทางเดียวกัน

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 สำนักงานบริการทางการเงินของญี่ปุ่น (FSA) ได้ประกาศแก้ไขกฎระเบียบสำคัญ โดยรับรองให้ stablecoin ประเภท trust-type ที่ออกภายใต้กฎหมายต่างประเทศมีสถานะเป็นเครื่องมือชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กฎหมายบริการการชำระเงิน (Payment Services Act) ของญี่ปุ่น โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ตามรายงานจาก CoinDesk กฎใหม่นี้เปิดทางให้ธุรกิจในญี่ปุ่นสามารถใช้ stablecoin ที่ออกโดยหน่วยงานต่างชาติได้อย่างถูกกฎหมาย ภายใต้เงื่อนไขว่าผู้ออก stablecoin เหล่านั้นจะต้องมีใบอนุญาตหรือการจดทะเบียนที่เทียบเท่าในประเทศของตนเอง พร้อมกันนี้ stablecoin ที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวจะไม่ถูกจัดประเภทเป็นหลักทรัพย์ภายใต้กฎหมายตราสารทางการเงินและตลาดหลักทรัพย์ (Financial Instruments and Exchange Act)

เงื่อนไขที่ผู้ออก Stablecoin ต่างชาติต้องปฏิบัติตาม

ภายใต้กฎระเบียบที่แก้ไขใหม่ FSA กำหนดให้เฉพาะ stablecoin ที่จัดอยู่ในประเภท trust-type และออกภายใต้กฎหมายของประเทศต่างชาติเท่านั้นที่จะได้รับการรับรอง โดยผู้ออก stablecoin ในต่างประเทศต้องมีใบอนุญาตหรือการจดทะเบียนในระดับที่เทียบเท่ากับมาตรฐานของญี่ปุ่น นอกจากนี้ธุรกิจในญี่ปุ่นที่ต้องการใช้งาน stablecoin เหล่านี้ก็ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดด้วยเช่นกัน

การที่ stablecoin เหล่านี้จะไม่ถูกจัดเป็นหลักทรัพย์นั้นถือเป็นความชัดเจนด้านกฎระเบียบที่สำคัญมาก เพราะในหลายประเทศยังคงมีความคลุมเครือในเรื่องนี้อยู่ ซึ่งทำให้บริษัทเกิดความลังเลในการนำ stablecoin มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ

ก้าวสำคัญต่อยอดจากฐานกฎหมาย Stablecoin ที่แข็งแกร่งของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นนับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกรอบกฎหมายด้าน stablecoin ที่ครอบคลุมที่สุดในโลก โดยก่อนหน้านี้ FSA ได้บังคับใช้กฎระเบียบ stablecoin ฉบับแรกตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไข Payment Services Act ครั้งใหญ่ และในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 FSA ยังได้อนุญาตให้ผู้ออก stablecoin กระจายสินทรัพย์หนุนหลังได้สูงสุดถึง 50% ในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและเงินฝากประจำ การประกาศในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 จึงเป็นการต่อยอดจากรากฐานที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ญี่ปุ่นอนุมัตินโยบาย On-Chain Finance โดยมีธนาคารใหญ่ 3 แห่งเตรียมออก Stablecoin ร่วม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ชัดเจนของรัฐบาลญี่ปุ่นในการผสานเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ากับระบบการเงินแห่งชาติ การรับรอง stablecoin ต่างชาติในครั้งนี้จึงเป็นส่วนเติมเต็มภาพใหญ่ของระบบนิเวศการเงินดิจิทัลในประเทศ ให้ครอบคลุมทั้งผู้เล่นในประเทศและต่างประเทศไปพร้อมกัน

ผลกระทบต่อตลาด Stablecoin ในเอเชีย

ญี่ปุ่นถือเป็นตลาดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย การเปิดรับ stablecoin ต่างชาติอย่างเป็นทางการจะช่วยเพิ่มความต้องการใช้งาน stablecoin อย่าง USDT และ USDC ในระดับธุรกิจและสถาบัน แม้ว่ากฎใหม่จะยังไม่ได้ระบุชื่อ Tether โดยตรง แต่ในฐานะ stablecoin ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในโลก ก็มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกฎระเบียบใหม่นี้ หากสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านใบอนุญาตที่กำหนดไว้ได้

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นยังอาจกระตุ้นให้ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียเร่งออกกรอบกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับ stablecoin ต่างชาติ เช่นเดียวกับที่อังกฤษได้ประกาศแผนการใช้ stablecoin สำหรับการชำระหนี้ระดับสถาบันเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่ง Siam Blockchain ได้รายงานไปก่อนหน้าแล้ว


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการเคลื่อนไหวของ FSA ญี่ปุ่นครั้งนี้น่าสนใจมาก เพราะมันแตกต่างจากหลายประเทศที่มักระแวงการรับรอง stablecoin ต่างชาติ ญี่ปุ่นเลือกที่จะวางกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนแทนการปิดกั้น ซึ่งน่าจะดึงดูดธุรกิจ fintech ต่างชาติเข้ามาได้มาก อย่างไรก็ตามจุดที่ต้องจับตาดูต่อคือว่า stablecoin รายใดจะผ่านเกณฑ์เรื่องใบอนุญาตและการจดทะเบียนที่เทียบเท่าได้บ้าง เพราะนั่นจะเป็นตัวกำหนดว่าใครได้ประโยชน์จริง ๆ จากกฎใหม่นี้

ที่มา: @CoinDesk

เครดิตภาพจาก @CoinDesk