bitkub-banner

หนุ่มไทยแชร์แนวคิดปั้นพอร์ต 800,000 บาท สู่ 80 ล้าน ใน 1 ปี จากการเทรดทองคำ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • “พัตเตอร์” เทรดเดอร์หนุ่มไทยเผยเคล็ดลับปั้นพอร์ตจากหลักแสนทะยานสู่ 80 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 1 ปี ผ่านการเทรดทองคำ
  • เผยจุดเปลี่ยนสำคัญจากการเลิกพฤติกรรมเล่นสวนเทรนด์ หันมาโฟกัสการรันเทรนด์หน้าซื้อฝั่งเดียวในตลาดขาขึ้น และฝึกจิตวิทยาการลงทุนอย่างเข้มงวด
  • ตอกย้ำวินัยด้วยการนั่งสมาธิวันละ 15 นาที ควบคู่กับการศึกษาตำราปรับมุมมองความคิดเพื่อเอาชนะความน่ากลัวในช่วงตลาดไร้แนวต้าน

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral 

เรื่องราวความสำเร็จและการแชร์ประสบการณ์ของเทรดเดอร์รายนี้เป็นกรณีศึกษาเชิงจิตวิทยาการลงทุนและการบริหารเงินทุนส่วนบุคคล ไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงต่อปัจจัยพื้นฐานหรือการขับเคลื่อนราคาของทองคำ

เชื่อว่าคนที่ก้าวขาเข้ามาในโลกการลงทุนร้อยทั้งร้อยล้วนอยากรวยเร็วกันทั้งนั้น  แต่ในความเป็นจริง โดยเฉพาะสมรภูมิที่โหดหินและผันผวนจัด ๆ อย่าง การเทรดทองคำ มีน้อยคนมากที่จะอยู่รอดจนเห็นพอร์ตเติบโตได้จริง ๆ

เช่นเดียวกับเรื่องราวของ “พัตเตอร์” ผู้สร้างตำนานปั้นพอร์ตจากเงินหลักแสนทะยานสู่ 80 ล้านบาทได้ภายในเวลาแค่ปีเดียวที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก แต่อย่าเพิ่งมองแค่ตัวเลขกำไรของเขาเพียงอย่างเดียว เพราะเบื้องหลังชีวิตของเขาได้ผ่านความล้มเหลวมานับไม่ถ้วน 

ทั้งล้างพอร์ตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบถอดใจ ก่อนจะฮึดสู้ด้วยการฝึกจิตวิทยาการเทรดและปรับ Mindset อย่างจริงจัง จนตกผลึกเป็นแนวคิดที่จับต้องได้จริง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก THUS The House of Traders ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟของหนุ่มคนนี้ พร้อมเคล็ดลับการเทรดที่บอกเลยว่า แอบหักมุมคิดและฉีกตำราที่หลายคนเคยเชื่อไปอย่างสิ้นเชิง 

ที่มาภาพ : facebook

พัตเตอร์เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า เขาเข้ามาในตลาดตั้งแต่ช่วงมัธยมปลายจากการซื้อหุ้นตามเพื่อน เพราะเห็นเพื่อนได้กำไร หลังจากนั้นไม่นานก็เปลี่ยนจากตลาดหุ้นไปเทรดฟอเร็กซ์ เนื่องจากเงินทุนในตอนนั้นยังไม่มากพอสำหรับตลาด TFEX และได้ไปเรียนคอร์สกับโค้ชที่สอนเกี่ยวกับ Donchian Channel ซึ่งถือว่าดังมากในยุคนั้น 

พัตเตอร์เล่าว่า ตัวเองเป็นคนประเภท “ทำอะไรแล้วเอาสุด” โค้ชสั่งให้ตื่นตีห้าเพื่อมานั่งดูสัญญาณเทรดก็ทำตามทุกอย่าง แต่สุดท้ายผลลัพธ์กลับขาดทุน แตกต่างจากตอนที่เห็นการ Backtest มาก จนเริ่มรู้สึกว่าอาจไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องนัก  แต่เขาก็มองว่า อย่างน้อยช่วงเวลานั้นทำให้เข้าใจว่า “ระบบการเทรด” คืออะไร

หลังจากนั้นประมาณ 10 ปีก่อน พัตเตอร์ได้ติดตาม พี่โอห์ม นักลงทุนรุ่นพี่มาระยะหนึ่ง ก่อนจะรวมตัวกับเพื่อน ไปงานสัมมนา วันนั้นเองกลายเป็นวันที่เขาบอกว่าได้ความฝันกลับมา เพราะเริ่มมองเห็นเส้นทางของเทรดเดอร์อาชีพอย่างจริงจัง 

แน่นอนว่าเส้นทางไม่ได้สวยงาม พัตเตอร์ยอมรับว่า ตัวเองก็เคยผ่านช่วงเจ๊ง ขาดทุน หยุดเทรด ออกไปทำงานหาเงิน แล้วกลับมาเริ่มใหม่ วนซ้ำอยู่แบบนั้นหลายรอบ จนกระทั่งได้ยินประโยคหนึ่งจากพี่โอห์มในงานสัมมนาที่ว่า คนที่ทำแบบนี้มักจะเป็นเทรดเดอร์ไม่ได้ เพราะมันเป็นวงจรอุบาทว์ คำนั้นทำให้เขาตัดสินใจว่า ต่อให้เงินจะเหลือน้อยแค่ไหน ก็จะไม่หยุดเทรดอีกแล้ว เพราะสิ่งสำคัญคือ การฝึกการตัดสินใจให้ต่อเนื่อง

จุดเปลี่ยนจากความพังพินาศ สู่การเลิกสลับหน้าเล่น

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกอย่างมาจากเหตุการณ์ที่เขาเล่าว่า โดนเมียเพื่อนด่า เนื่องจากในช่วงที่ทองคำไซด์เวย์ เขาสามารถทำกำไรได้ดี แต่เมื่อทองเริ่มเข้าสู่ขาขึ้นจริง เขากลับยังติดนิสัยมองว่า ราคาแพงเกินไปแล้ว จึงเปิดสถานะ Short สวนแนวโน้มหลัก พร้อมชวนเพื่อนมา Short ด้วย สุดท้ายมูลค่าพอร์ตจากประมาณ 1 ล้านบาท ลดลงเหลือเพียง 150,000 บาท 

แม้จะเคยพังหนักแต่หลังจากนั้นก็สามารถปั้นพอร์ตจากเงินก้อนที่เหลือกลับขึ้นไปเกือบ 900,000 บาทได้อีกครั้ง ช่วงแรกเขายังติดนิสัยสลับหน้าเล่นทั้ง Long และ Short เพราะคิดว่าถ้าพลาดจุดซื้อก็เล่นฝั่งขายแทนได้ จนสุดท้ายเขาสังเกตว่าคนที่ทำผลงานได้ดีในคลาส ล้วนเลือกเล่นหน้า Long เป็นหลัก โดยเฉพาะในตลาดขาขึ้น เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนแนวทางทั้งหมด

จากคนที่มองแนวโน้มไม่ออก กลายเป็นคนที่กล้าถือมากกว่าคนอื่น พัตเตอร์ยอมรับตรงๆ ว่า เขาเป็นคนประเภทที่เชื่อก่อน เพราะมองว่าถ้าเลือกมาเรียนแล้ว ก็ต้องกล้าทำตามคนที่ประสบความสำเร็จ 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาเปลี่ยนชีวิตได้คือ ความกล้าที่จะลองทำ

อีกเรื่องที่เขาให้ความสำคัญมากคือ การถือ รันเทรนด์ โดยเขาเล่าว่า เมื่อหลายปีก่อนพี่โอห์มเคยสอนว่าให้ถือจนกว่าราคาจะถึงเป้าโดยไม่ต้องสนใจกำไรขาดทุนระหว่างทาง ตอนนั้นแม้เขาจะยังดูแท่งเทียนไม่เก่ง แต่ก็ฝึกถือเทรนด์ยาว 150 ดอลลาร์ ทั้งที่ยุคนั้นต้องใช้เวลา 3-4 เดือนกว่าจะขึ้นถึง ต่างจากปัจจุบันที่อาจเกิดขึ้นภายในครึ่งวัน ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาเริ่มเข้าใจศิลปะของการถืออย่างจริงจัง 

พี่โอห์มยังอธิบายว่า ในคลาสไม่ได้สอนให้ชนะตลาดขาลง เพราะเวลาคืนกำไร ตลาดจะคืนเร็วมาก แต่สิ่งที่ต้องฝึกคือ การเอาชนะตัวเองตอนที่ตลาด “ไร้แนวต้าน” ซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ เพราะติดนิสัยเชื่ออินดิเคเตอร์มากเกินไป และชอบเล่น Short สวนเทรนด์

พลังแห่ง Mindset และการฝึกอยู่กับความเบื่อ

ด้านแนวคิดเรื่องจิตวิทยาการลงทุน พัตเตอร์เชื่อว่า สิ่งแรกที่ต้องมีคือ ต้องเชื่อว่าเราคือผู้ชนะ เพราะทันทีที่ตัดสินใจแบบนั้น ทุกอย่างจะเริ่มเปลี่ยน 

เขาแนะนำหนังสือ 2 เล่มที่เปลี่ยนชีวิต ได้แก่ You’ll See It When You Believe It ของ Wayne W. Dyer และ Mindset Secrets for Winning ของ Mark Minervini โดยเฉพาะแนวคิดที่ว่า ถ้าอยากเป็นแชมป์ ต้องคิดให้เหมือนแชมป์ก่อน 

นอกจากนี้พัตเตอร์ยังพูดถึงเรื่องความเบื่อในช่วงตลาดไซด์เวย์ว่า หลายคนไม่ชอบเพราะรู้สึกเหมือนไม่ได้ทำอะไร แต่จริงๆ แล้วช่วงเวลานี้คือ บททดสอบสำคัญของเทรดเดอร์ การสลับหน้าไปมา มักทำให้พอร์ตเสียหายหนักกว่าเดิม ขณะที่พี่โอห์มมองว่าคนที่อยากรวยในตลาดนี้ต้องฝึกอยู่กับความเบื่อให้ได้และต้องมีความอดทนมากพอ

อีกหนึ่งสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาคือ การนั่งสมาธิวันละ 15 นาที โดยแบ่งเป็น 3 ช่วง เริ่มจากการหายใจธรรมดา ต่อด้วยการรู้สึกขอบคุณสิ่งต่างๆ รอบตัว และช่วงสุดท้ายคือการจินตนาการว่าเราได้สิ่งนั้นมาแล้ว

ทองคำพุ่งแรง จนพอร์ตพุ่งแตะ 80 ล้าน

 ในช่วงเดือนมกราคมที่ทองคำพุ่งแรง พอร์ตของพัตเตอร์ทะยานขึ้นไปแตะ 80 ล้านบาท แต่เมื่อทองคำร่วงหนักในช่วงต้นกุมภาพันธ์ พอร์ตกลับลดลงเหลือเพียง 8 ล้านบาท เขากลับมองว่า อย่างน้อยก็ยังมีกำไร และเหตุการณ์นี้คือบทเรียนสำคัญที่ทำให้ตัวเองเก่งขึ้น 

เขานำแนวคิดของ Mark Minervini มาปรับใช้ โดยเปลี่ยนความหมายให้กับเหตุการณ์เดิม แม้จะคืนกำไรก้อนใหญ่แต่เลือกมองว่ามันคือประสบการณ์ที่ช่วยให้เติบโต เพราะสุดท้ายแล้วอาชีพเทรดเดอร์คือการอยู่กับความผิดพลาดและบทเรียนเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะทำได้ดีพอ 

แม้วันนี้พัตเตอร์จะผ่านเส้นทางจากพอร์ตหลักแสนสู่หลักสิบล้านมาแล้ว แต่เขายอมรับว่า ยังต้องพัฒนาตัวเองอีกมาก โดยเฉพาะเรื่องรวยช้าๆ เพราะบางครั้งยังใช้ขนาดสัญญาที่ใหญ่เกินไป ซึ่งทำให้เวลาพลาด จะอยากเอาคืนตลาดมากเกินจำเป็น 

ท้ายที่สุด สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเลข 80 ล้านบาท แต่อาจเป็นแนวคิดที่ว่า เขาไม่ได้มองตัวเองเป็นคนมีพรสวรรค์หรือเก่งมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นคนที่ไม่ยอมหยุดกลางทางมากกว่า และประโยคปิดท้ายที่สะท้อนตัวตนของพัตเตอร์ได้ดีที่สุดคงเป็นคำพูดของพี่โอห์มที่ว่า มันจะมีไม่กี่คนหรอกที่ผมสอนวิธีไปแล้วจะเอาไปฝึก ส่วนสิ่งที่พัตเตอร์คิดในใจก็คือ หนึ่งในนั้นมีกูแน่ๆ


มุมมองผู้เขียน : เรื่องราวของคุณพัตเตอร์เปรียบเสมือนกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนความจริงของโลกการเทรดได้เป็นอย่างดี ซึ่งศัตรูที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดไม่ใช่คู่แข่งที่ไหนเลย แต่คือ “ความกลัวและความโลภ” ที่คอยปั่นป่วนอยู่ภายในใจของเราเอง