bitkub-banner

3 สิ่งที่ชาวคริปโตควรรู้เกี่ยวกับ Kevin Warsh ประธานเฟดคนใหม่

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Kevin Warsh ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนที่ 17 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา รับไม้ต่อจาก Jerome Powell 
  • ส่องพอร์ตประธานเฟดคนใหม่ ถือเหรียญคริปโตมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ แถมมองว่า Bitcoin เป็นแหล่งเก็บรักษามูลค่าที่ยั่งยืน
  • ประธานคนใหม่เตรียมรื้อระบบการสื่อสารของเฟดทั้งหมด เล็งยกเลิกการแถลงข่าวและเลิกใบ้แนวโน้มนโยบายล่วงหน้า

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

3 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ Kevin Warsh ประธานเฟดคนใหม่คือ เขาเป็นสายเหยี่ยวตัวจริง พร้อมเดินหน้าคุมเงินเฟ้อและเร่งดูดสภาพคล่องออกจากระบบผ่านนโยบาย QT ซึ่งอาจกดดันตลาดหุ้นและคริปโตในระยะสั้น แม้จะเข้มงวดเรื่องนโยบายการเงิน แต่เขากลับเป็นหนึ่งในประธานเฟดที่เปิดรับ Bitcoin และ DeFi มากที่สุด โดยมีรายงานว่าถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ และมองว่า Bitcoin คือ “ทองคำยุคใหม่” สำหรับคนรุ่นใหม่ และเขาต้องการเปลี่ยนวิธีสื่อสารของเฟดให้เงียบและคาดเดายากขึ้น ลดการส่งสัญญาณล่วงหน้าแบบเดิม ซึ่งอาจทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกผันผวนมากกว่าเดิมในอนาคต

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา โลกการเงินได้เข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังจาก Kevin Warsh เข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ  คนที่ 17 อย่างเป็นทางการ ต่อจาก Jerome Powell ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน ทั้งเงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมลด งบดุลเฟดที่พุ่งแตะ 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ และตลาดคริปโตที่ยังอ่อนไหวต่อทุกการเคลื่อนไหวของเฟด

สิ่งที่ทำให้ตลาดทุนจับตา Warsh อย่างใกล้ชิด คือจุดยืนแบบ  Hawkish  ที่ชัดเจน เขาให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อมากกว่าการพยุงตลาด แม้เศรษฐกิจจะต้องชะลอตัวก็ตาม ซึ่งแนวคิดลักษณะนี้มักไม่เป็นมิตรกับสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นและคริปโตในระยะสั้น

1. เดินหน้าสกัดเงินเฟ้อ พร้อมเร่งดูดสภาพคล่องออก

Kevin Warsh เคยออกมาวิจารณ์มาตลอดว่า เฟดในยุคก่อนใช้นโยบายอัดฉีดสภาพคล่องมากเกินไป โดยเฉพาะ Quantitative Easing (QE) หรือมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบที่เขามองว่าเป็นหนึ่งในต้นตอของปัญหาเงินเฟ้อในปัจจุบัน และเมื่อวันนี้เขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเฟดเอง ตลาดจึงเริ่มมองเห็นภาพชัดว่า ยุคของเฟดสายสปอยล์ตลาดอาจจะกำลังสิ้นสุดลง

แม้อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันจะอยู่ที่ระดับ 3.50-3.75% แต่เงินเฟ้อ CPI ยังเคลื่อนไหวอยู่แถว 3.3% ทำให้ Warsh เชื่อว่า เฟดจำเป็นต้องคุมเข้มนโยบายการเงินต่อไป มากกว่าการรีบลดดอกเบี้ยเพื่อเอาใจตลาดทุน

นั่นหมายความว่า ในช่วงต่อจากนี้ตลาดอาจได้เห็นการเร่งทำ  QT อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยงโดยตรง รวมถึงตลาดคริปโตด้วย

2. ประธานเฟดที่เป็นมิตรกับ Bitcoin มากที่สุด ?

แม้ในมุมของนโยบายการเงิน Warsh จะดูเข้มงวด แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขากลับถูกมองว่าเป็นประธานเฟดที่เปิดรับคริปโตมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์

หลายแหล่งข่าวระบุว่า เขามีการลงทุนส่วนตัวในสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้ง Bitcoin, โปรเจกต์ Layer 1 และแพลตฟอร์ม DeFi รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ อีกทั้งยังเคยกล่าวว่า ถ้าคุณอายุต่ำกว่า 40 ปี Bitcoin ถือเป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่าในระยะยาวหรือทองคำแห่งใหม่สำหรับคุณ

ด้วยมุมมองนี้จึงสร้างความหวังให้กับวงการคริปโตไม่น้อย เพราะแม้นโยบายตึงตัวจะกดดันราคาในระยะสั้น แต่การที่ผู้นำเฟดเข้าใจโครงสร้างของสินทรัพย์ดิจิทัลและ DeFi อาจช่วยให้ตลาดคริปโตได้รับการยอมรับในระดับสถาบันมากขึ้นในระยะยาว

3. เฟดยุคใหม่ เงียบขึ้น คาดเดายากขึ้น

อีกหนึ่งสิ่งที่ Warsh ต้องการเปลี่ยนคือ “วิธีสื่อสาร” ของเฟดกับตลาดการเงิน

ที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากคุ้นเคยกับการตีความ Dot Plot หรือการฟังถ้อยแถลงหลังประชุม FOMC เพื่อคาดเดาทิศทางดอกเบี้ยล่วงหน้า แต่ Warsh มองว่าการส่งสัญญาณมากเกินไปทำให้ตลาดพึ่งพาเฟดจนเสียกลไกธรรมชาติ

มีรายงานว่าเขาต้องการลดบทบาทของ Forward Guidance รวมถึงลดการสื่อสารที่เปิดเผยเกินจำเป็น เพื่อดึงความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางกลับคืนมา

หากแนวคิดนี้เกิดขึ้นจริง เฟดในยุค Warsh อาจกลายเป็นธนาคารกลางที่เงียบแต่ทรงอิทธิพลมากขึ้น และนั่นอาจทำให้ตลาดหุ้นรวมถึงคริปโตต้องเผชิญความผันผวนที่คาดเดาได้ยากกว่าเดิม เพราะนักลงทุนจะต้องกลับไปโฟกัสกับตัวเลขเศรษฐกิจจริง ๆ มากกว่าการรอฟังคำใบ้จากเฟดเหมือนในอดีต


มุมมองผู้เขียน: การมาของ Kevin Warsh ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อระบบการทำงานของเฟดที่นักลงทุนเคยรู้จักมา การที่เขาเลิกใบ้นโยบายล่วงหน้าจะทำให้ความผันผวนในตลาดระยะสั้นพุ่งสูงขึ้น เพราะนักลงทุนต้องไปนั่งตีความตัวเลขเศรษฐกิจด้วยตัวเอง แต่ไฮไลท์สำคัญอาจตกไปอยู่ที่วงการคริปโต การที่เรามีประธานเฟดที่เปิดใจเรื่อง Bitcoin และ DeFi ถือเป็นแต้มต่อที่ประเมินค่าไม่ได้

ที่มา:beincrypto