สรุปข่าว
- ข้อมูลจาก CEO ของ CryptoQuant ชี้ว่าปริมาณ Bitcoin ที่ถูกสะสมโดยกองทุน Spot ETF และบริษัท MicroStrategy มีจำนวนรวมกันกว่า 1.2 ล้าน BTC ซึ่งแซงหน้าจำนวนเหรียญที่คาดว่าผู้สร้างอย่าง Satoshi Nakamoto ถือครองอยู่และคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของทุนสำรองบนกระดานเทรดทั่วโลก
- ท่ามกลางแรงซื้อระดับสถาบันที่แข็งแกร่งตลาดกลับเผชิญแรงเทขายอย่างหนักจนราคา Bitcoin ร่วงหลุด 62,000 ดอลลาร์ส่งผลให้เกิดการล้างพอร์ตฝั่งเลเวอเรจรวมกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ในเวลาเพียงข้ามคืน
- ปรากฏการณ์ที่ราคายังคงย่ำอยู่กับที่แม้จะมีเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้าสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะการเปลี่ยนมือของนักลงทุนครั้งใหญ่โดยปัจจุบันต้นทุนเฉลี่ยของคนทั้งตลาดขยับขึ้นมาอยู่ที่ 53,000 ดอลลาร์ซึ่งถือเป็นฐานราคาที่แข็งแกร่งและยากจะร่วงกลับไปทดสอบอีกครั้ง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
แม้สถาบันจะกวาดซื้อเหรียญไปมหาศาลแต่แรงกดดันในตลาดระยะสั้นยังคงรุนแรงจนทำให้ราคากลับมาจุดเดิมซึ่งสะท้อนถึงการเทขายสลับกับการเก็บของเพื่อสร้างฐานราคาใหม่ที่มั่นคงขึ้น
โครงสร้างอุปทานของ Bitcoin กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมาก เมื่อกลุ่มกองทุน Spot ETF และบริษัทจัดการการลงทุนยักษ์ใหญ่อย่าง MicroStrategy ต่างพากันเข้ามากวาดเหรียญออกจากตลาดไปเก็บไว้ในคลัง จนตอนนี้มียอดรวมแซงหน้ากระเป๋าเงินของ Satoshi Nakamoto ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
Ki Young Ju ซึ่งเป็น CEO ของ CryptoQuant เปิดเผยว่าตั้งแต่ต้นปี 2023 เป็นต้นมา MicroStrategy กวาดซื้อ Bitcoin เข้าพอร์ตไปแล้วกว่า 7 แสน BTC โดยที่แทบจะไม่ได้ขายทำกำไรออกมาเลย ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเราดูข้อมูลเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม 2024 ที่ราคาเคยวิ่งอยู่แถว 63,000 ดอลลาร์ บรรดากองทุน ETF ก็กวาดเหรียญออกจากระบบไปได้อีกกว่า 5 แสน BTC ซึ่งตัวเลขรวมระดับ 1.2 ล้านเหรียญนี้ถือว่ามหาศาลมาก โดยเฉพาะเมื่อนำไปเทียบกับปริมาณเหรียญสำรองที่เหลืออยู่บนกระดานเทรดทั่วโลกซึ่งมีอยู่แค่ราว 2.7 ล้าน BTC เท่านั้น
แต่สิ่งที่ย้อนแย้งกับความเป็นจริงในตลาดตอนนี้คือ แม้สถาบันจะแห่กันเข้ามาเก็บของจนอุปทานหายไปเยอะมาก ราคา Bitcoin กลับไม่ได้พุ่งทะยานขึ้นตามแต่อย่างใด ล่าสุดราคายังร่วงหลุด 62,000 ดอลลาร์ลงมาต่ำกว่าช่วงต้นปีเสียอีก สาเหตุหลักมาจากแรงเทขายตื่นตระหนกที่ไปกระตุ้นให้เกิดการบังคับล้างพอร์ตฟิวเจอร์สครั้งใหญ่ สร้างความเสียหายรวมกันกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว
สภาวะที่ราคาไม่ยอมไปไหนท่ามกลางแรงซื้อระดับสถาบันนี้ สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนมือครั้งมหาศาลระหว่างนักลงทุนหน้าเก่าและหน้าใหม่ ปัจจุบันต้นทุนเฉลี่ยของคนทั้งตลาดขยับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 53,000 ดอลลาร์แล้ว ซึ่งถ้าอิงตามสถิติในอดีต ตลาดหมีจะจบลงก็ต่อเมื่อราคาดิ่งลงไปต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยนี้ แต่ทาง CEO ของ CryptoQuant เชื่อว่าด้วยกระแสเงินทุนจากสถาบันที่ไหลเข้ามาค้ำจุนอยู่ตลอดเวลา โอกาสที่จะเห็นราคาร่วงกลับลงไปลึกขนาดนั้นคงเป็นไปได้ยากมากในรอบนี้
ที่มา: X
มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าข้อมูล On-chain ชุดนี้กำลังชี้ให้เห็นถึงสงครามการแย่งชิง Bitcoin ระหว่างวาฬยุคเก่าและสถาบันการเงินยุคใหม่ครับ การที่ยอดถือครองของฝั่งสถาบันแซงหน้า Satoshi ไปแล้วแต่ราคายังวนเวียนอยู่ที่เดิม บ่งบอกว่ามีแรงเทขายลอตใหญ่จากผู้ถือครองกลุ่มเดิมที่คอยรินขายทำกำไรออกมาปะทะกับแรงซื้อของสถาบัน การเปลี่ยนมือรอบนี้ช่วยยกระดับฐานราคาของ Bitcoin ให้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นแม้ระยะสั้นตลาดจะยังดูผันผวนจากการล้างพอร์ตของสายเลเวอเรจ แต่มันคือการเขย่าเพื่อสร้างฐานราคาใหม่ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม เมื่อไหร่ที่แรงขายจากคนกลุ่มเก่าเริ่มหมดลง อุปทานที่ถูกสถาบันดึงไปล็อกเก็บไว้ระยะยาวจะทำให้เกิดสภาวะของขาดตลาดอย่างรุนแรง ซึ่งจุดนั้นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของขาขึ้นรอบใหญ่อย่างแท้จริงครับ

