สรุปข่าว
- ไต้หวันมีแผนผลักดันให้แบ่งเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์รูปดอลลาร์สูงกว่า 80% ไปกระจายความเสี่ยงใน Bitcoin
- รายงานของ BPI ระบุว่า Bitcoin มีคุณสมบัติเด่นเรื่องการต่อต้านการยึดทรัพย์ จึงสามารถทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางการเงินในยามวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ได้
- ปัจจุบันไต้หวันได้เริ่มเคลื่อนไหวผ่านโปรเจกต์ Sandbox ที่นำเอา 210 BTC ที่ยึดมาได้ มาใช้เป็นตัวตั้งต้นศึกษาและวางระบบความปลอดภัย
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
ไต้หวันได้มีการเสนอแนวคิดกระจายความเสี่ยงของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ปัจจุบันผูกติดกับสกุลเงินดอลลาร์สูงถึง 80% มาลงทุนใน Bitcoin โดยรายงานชี้ว่าการถือครองบิตคอยน์จะช่วยสร้าง เกราะป้องกันทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทนทานต่อการถูกปิดล้อมเกาะหรือการถูกแช่แข็งสินทรัพย์จากต่างประเทศได้
ตอนนี้ประเด็นเรื่องการนำ Bitcoin เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศ กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอย่างเปิดเผยและดุเดือดในไต้หวัน
เรื่องนี้ถูกจุดประเด็นขึ้นเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา เมื่อ ดร. เกอ หยูชุน (Dr. Ko Ju-Chun) สมาชิกสภานิติบัญญัติ ได้นำรายงานจากสถาบัน Bitcoin Policy Institute (BPI) ไปยื่นให้กับ โจว หรงไท่ (Cho Jung-tai) นายกรัฐมนตรีไต้หวัน และ หยาง จินหลง (Yang Chin-long) ผู้ว่าการธนาคารกลาง (CBC) กลางที่ประชุมสภา เพื่อเสนอไอเดียนี้อย่างเป็นทางการ
ประเด็นสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจคือ ปัจจุบันไต้หวันมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 6.02 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่กว่า 80% กลับกระจุกตัวอยู่ในรูปของสินทรัพย์ที่อิงกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แทบทั้งสิ้น การกระจายความเสี่ยงจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องฉุกคิด
เกราะป้องกันทางภูมิรัฐศาสตร์
รายงานฉบับดังกล่าวของ BPI เพิ่งตีพิมพ์ออกมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อเดือนมีนาคม 2026 ที่ผ่านมานี้เอง ใจความสำคัญของเอกสารนั้นชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า Bitcoin สามารถทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางภูมิรัฐศาสตร์ ในยามวิกฤตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดสถานการณ์เลวร้ายขั้นสุด อย่างการถูกปิดล้อมเกาะไต้หวัน
การขยับตัวของ ดร.เกอ ในสภาครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเอาเอกสารมาโชว์ประกอบการอภิปรายแล้วจบไป เพราะเขาได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ เพื่อกดดันให้ธนาคารกลางไต้หวันจัดทำรายงานฉบับใหม่ที่ประเมินเรื่อง Stablecoin และการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นทุนสำรอง ภายในกรอบเวลา 1 เดือน ซึ่งเส้นตายนี้บีบให้แบงก์ชาติจะต้องส่งการบ้านและแถลงบทวิเคราะห์ฉบับอัปเดตออกมาในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม
เปลี่ยนผ่านจากอดีต สู่บริบทโลกยุคใหม่
หากย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2025 แบงก์ชาติไต้หวันเคยทำการประเมินศักยภาพของ Bitcoin ในฐานะทุนสำรองมาแล้วรอบหนึ่ง แต่บทสรุปในตอนนั้นมองว่า “ยังไม่เหมาะสม” โดยให้เหตุผลหลัก 3 ข้อ ได้แก่ ความผันผวนของราคา ปัญหาด้านสภาพคล่อง และความยุ่งยากในการจัดเก็บรักษาสินทรัพย์
อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางก็ไม่ได้ปิดประตูใส่คริปโตเสียทีเดียว เพราะพวกเขาได้ให้คำมั่นว่าจะเปิดตัวระบบทดสอบ Sandbox สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยนำร่องใช้ Bitcoin จำนวน 210 BTC ที่ยึดมาได้เป็นตัวตั้งต้นในการศึกษา
ต้องยอมรับว่า บริบทโลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ทำให้หลายประเทศหันมามองเรื่องนี้อย่างจริงจัง คือมูฟเมนต์ครั้งประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ที่ได้จัดตั้งทุนสำรองบิตคอยน์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Bitcoin Reserve) ไปเมื่อปี 2025 ซึ่งการขยับตัวของพี่ใหญ่ในครั้งนั้น เปรียบเสมือนการทลายกรอบความคิดเดิมๆทำให้ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกกล้าที่จะหยิบไอเดียนี้ขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้น
แรงกระเพื่อมถึงนักลงทุนคริปโต
ในมุมมองของการลงทุน ถ้าไต้หวันตัดสินใจหั่นเงินทุนสำรอง 6.02 แสนล้านดอลลาร์ เพียงแค่เสี้ยวเดียวมาลงทุนใน Bitcoin ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตลาดคริปโตนั้นมหาศาลทีเดียว
ลองคิดภาพตามง่ายๆ ว่าถ้าพวกเขาจัดสรรเม็ดเงินมาแค่ 1% ก็จะคิดเป็นแรงซื้อที่สูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเม็ดเงินระดับนี้จะดันให้ไต้หวันผงาดขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลกทันที
แต่สำหรับตอนนี้ สิ่งที่เป็นสัญญาณระยะสั้นที่น่าจับตามองมากที่สุด ไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะแบ่งเงินมาซื้อกี่เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นความคืบหน้าของโปรเจกต์ Sandbox ที่ใช้ Bitcoin ของกลางเป็นจำนวน 210 BTC
ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องรอดูว่าแบงก์ชาติไต้หวันจะวางโครงสร้างการทดสอบนี้อย่างไร จะเลือกใช้ระบบรักษาความปลอดภัยแบบไหน และจะได้บทสรุปจากการใช้งานจริงออกมาในทิศทางใด เพราะผลลัพธ์จากการทดลองจะเป็นตัวชี้ชะตาและกำหนดทิศทางเรื่องทุนสำรองคริปโตของประเทศ
ที่มา : cryptobriefing
มุมมองผู้เขียน : หากไต้หวันทำสำเร็จประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่กำลังเผชิญหน้ากับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์แบบเดียวกัน อาจหันมาตั้งทุนสำรอง Bitcoin ของตัวเองตามรอย เนื่องจากไม่มีใครอยากตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในแง่ของอธิปไตยทางการเงิน

