bitkub-banner

Sharplink กลับมาซื้อ ETH ครั้งแรกในรอบ 8 เดือน หลังราคาดิ่งแตะจุดต่ำสุดของปี 2026

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Sharplink บริษัทมหาชนรายใหญ่ผู้เลือกใช้ระบบคลังสำรอง Ethereum หวนกลับมาช้อนซื้อ ETH เป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน รับเข้ากระเป๋าจำนวน 5,000 ETH มูลค่าราว 262 ล้านบาท
  • ข้อมูลบนบล็อกเชนจาก Arkham ชี้กระเป๋าเงินคริปโตของ Sharplink ได้รับโอนเหรียญ ETH ผ่านโบรกเกอร์คริปโต FalconX ประจวบเหมาะกับวินาทีที่ราคา Ether ร่วงลงไปแตะระดับ 1,537 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดครั้งใหม่ นับตั้งแต่ปี 2026
  • ข่าวดีซ้อนฝั่งตลาดทุนดั้งเดิมเตรียมดันหุ้นกู้ชีพ หลังบริษัทมีกำหนดการอย่างเป็นทางการในการถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนีหุ้นชื่อดังระดับโลกอย่าง Russell 2000 และ Russell 3000 ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ บีบให้กองทุนสถาบันทั่วโลกต้องเข้าซื้อหุ้นทางอ้อม
  • ข่าวดีจากฝั่งตลาดหุ้นดั้งเดิมที่จะช่วยพยุงราคาหุ้นของบริษัท หลังมีกำหนดการอย่างเป็นทางการในการถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนีหุ้นชื่อดังระดับโลกอย่าง Russell 2000 และ Russell 3000 บีบให้กองทุนสถาบันทั่วโลกต้องเข้าซื้อหุ้นทางอ้อม

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bullish 

การขยับทัพกลับมาเปิดฉากช้อนซื้อเหรียญล็อตใหญ่ของ Sharplink ทันทีที่ราคาร่วงทำจุดต่ำสุดของปีนี้ เป็นสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนว่า ฝั่งสถาบันการเงินและบริษัทมหาชนเริ่มมองเห็น “แนวรับก้นเหว” ของราคา Ether แล้ว ซึ่งการส่งสัญญาณเข้าเก็บของของเจ้ามือระดับองค์กรรอบนี้จะทำหน้าที่เป็นตาข่ายคอยรองรับแรงเทขายบนกระดานสปอต และอาจดันราคา ETH ให้มีแนวโน้มรีบาวด์ดีดตัวกลับเป็นขาขึ้นรอบใหม่ได้

Sharplink บริษัทมหาชนผู้ถือครองเหรียญ Ether (ETH) เป็นคลังสำรอง ได้กลับมาเดินหน้าซื้อ ETH เป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน หลังจากที่ราคาเหรียญ Ether (ETH) ร่วงดิ่งลงไปแตะระดับต่ำสุดของปีนี้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา 

ข้อมูลบนบล็อกเชนจาก Arkham เผยให้เห็นว่า กระเป๋าเงินคริปโตของ Sharplink ได้รับโอนเหรียญจำนวน 5,000 ETH (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 7.85 ล้านดอลลาร์ หรือราว 262 ล้านบาท) จากแพลตฟอร์มโบรกเกอร์คริปโตชั้นนำอย่าง FalconX 

ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมปีที่แล้ว Sharplink ได้เคยทุ่มเงินซื้อสูงถึง 78.3 ล้านดอลลาร์ เข้าซื้อ Ether (ETH) 

การส่งสัญญาณเข้าซื้อในครั้งนี้ เกิดขึ้นประจวบเหมาะกับจังหวะที่ราคา Ether ร่วงตัวลงไปอยู่ที่ 1,537 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2026 เป็นต้นมา ทำให้นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัย Bitrue มองว่า นี่คือข้อพิสูจน์ที่เด่นชัดว่า กลุ่มบริษัทองค์กรขนาดใหญ่ยังคงมีความเชื่อมั่น และเดินหน้าสะสมเหรียญอย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าสภาพตลาดในปัจจุบันจะค่อนข้างซบเซาก็ตาม

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Joseph Chalom ซีอีโอของ Sharplink เคยระบุถึง 3 ปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวเร่งให้ราคา Ether พุ่งทะยาน  ซึ่งในปัจจุบันปัจจัยเหล่านั้นเริ่มเห็นเค้าลางความเป็นจริง

ปัจจัยแรกคือ การผ่านร่างกฎหมาย CLARITY Act ในสหรัฐอเมริกา  ซึ่งขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดจัดงานเฮียริ่งรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้

ส่วนปัจจัยที่สองคือ ความต้องการเปิดรับความเสี่ยงในตลาดที่กลับมา ซึ่งปัจจัยนี้จะขึ้นอยู่กับการลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการลดความร้อนแรงของกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) 

ปัจจัยเร่งสุดท้ายคือ การเติบโตอย่างต่อเนื่องของการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้เป็นโทเคนดิจิทัล (Real-World Asset Tokenization) ซึ่งปัจจุบันมูลค่าสินทรัพย์กลุ่มนี้พุ่งสูงถึง 3.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดของปีนี้แล้ว

ปัจจุบัน Sharplink ถือครอง ETH และสินทรัพย์เทียบเท่า รวมทั้งสิ้น 876,285 ETH ที่ได้มาจากการทยอยซื้อและมาจากผลตอบแทนจากการนำไป Staking

บริษัท Sharplink ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 ในฐานะผู้ให้บริการการตลาดแก่ธุรกิจพนันออนไลน์ ก่อนจะเบนเข็มมาเป็นบริษัทคลังสำรอง Ethereum เต็มตัวในเดือนมิถุนายน 2025 โดยมี Joe Lubin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum และซีอีโอ Consensys นั่งแท่นเป็นประธานกรรมการ

แม้ว่า Sharplink จะเคยเป็นบริษัทมหาชนที่ถือ ETH มากที่สุดในโลก แต่ก็โดนคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Bitmine แย่งตำแหน่งไปในเดือนสิงหาคม 

ซึ่งปัจจุบันบริษัท Bitmine ถือครองเหรียญ ETH สูงถึง 5.67 ล้าน ETH และประธานบริษัทของ Bitmine อย่าง Tom Lee ก็ยังคงยืนยันว่า จะเดินหน้าสะสมเหรียญ ETH ต่อไปในปี 2026 เพราะเชื่อว่า ตลาดกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิคริปโต

ข่าวดีส่งท้าย เตรียมเข้าสู่ดัชนีหุ้น Russell

นอกเหนือจากการช้อนซื้อเหรียญแล้ว Sharplink ยังมีข่าวดีในฝั่งตลาดหุ้นดั้งเดิม เนื่องจากบริษัทมีกำหนดการถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนีหุ้นชื่อดังอย่าง Russell 2000 และ Russell 3000 อย่างเป็นทางการในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

การได้เข้าไปอยู่ในดัชนี Russell ถือเป็นปัจจัยบวกครั้งใหญ่ต่อบริษัทมหาชน เนื่องจากกองทุนรวมต่าง ๆ ทั้งประเภท Active และ Passive Fund รวมถึงกองทุน ETF ทั่วโลก มักจะถูกบังคับโดยเงื่อนไขกองทุนให้ต้องเข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทที่อยู่ในดัชนีเหล่านี้ 

ซึ่งทาง Joseph Chalom ซีอีโอของ Sharplink ได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า การเข้าสู่ดัชนี Russell จะช่วยขยายฐานผู้ถือหุ้นของบริษัทให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุนระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพเปิดกว้างกว่าเดิม

ที่มา : cointelegraph


มุมมองผู้เขียน : การขยับตัวเข้าช้อนซื้อ 5,000 ETH ของ Sharplink ทันทีที่ราคาเหรียญ ETH  ร่วงดิ่งแตะจุดต่ำสุดของปี 2026 ที่ระดับ 1,537 ดอลลาร์ เป็น “สัญญาณคอนเฟิร์ม” ชั้นดีว่า ราคานี้คือโซนก้นเหวที่ปลอดภัยในสายตาของทุนระดับองค์กรขนาดใหญ่