bitkub-banner

BIS ชี้ Stablecoin ล้มเหลวในฐานะเงินตรา เตือนเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจโลกและประเทศพัฒนา

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ออกรายงานเศรษฐกิจประจำปี 2026 สับเละเหรียญ Stablecoin สอบตกในการเป็นเงินตรา ชี้คุณสมบัติบกพร่องรอบด้าน และมีพฤติกรรมคล้าย หน่วยลงทุนของกองทุน ETF มากกว่าสื่อกลางการชำระเงินจริง
  • เปิดแบบจำลองโมเดลเตือนชัด หาก Stablecoin โตแตะ 1-3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จะกลายเป็นตัวเพิ่มต้นทุนภาคธนาคารพาณิชย์และส่งผลผลิตทางเศรษฐกิจสุทธิเป็นลบในระยะกลาง
  • เตือนให้ประเทศตลาดเกิดใหม่ระวังภัยเงียบจากสกุลดอลลาร์ทางอ้อม ที่กำลังทำลายอธิปไตยทางการเงินท้องถิ่น พร้อมผลักดัน “โปรเจกต์อโกรา” (Project Agora) และระบบบัญชีแยกประเภทแบบรวมศูนย์ขึ้นมาแทนที่ เพื่อความปลอดภัยเชิงระบบที่มั่นคงกว่า

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral 

รายงานเชิงวิพากษ์วิจารณ์จากสถาบันการเงินที่เปรียบเสมือนธนาคารกลางของธนาคารกลางทั่วโลกอย่าง BIS ถือเป็นมุมมองเชิงลบด้านกฎระเบียบและนโยบายมหภาค แต่ข้อมูลนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกลไกอุปสงค์อุปทานในกระดานเทรดสปอตอย่างฉับพลัน ปัจจุบันวอลุ่มตลาด Stablecoin ยังคงขยายตัวตามความต้องการสภาพคล่องของนักลงทุน

ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ได้ระบุในรายงานเศรษฐกิจประจำปี 2026 อย่าง Annual Economic Report 2026 ซึ่งเปิดเผยในการประชุมสามัญประจำปี ณ เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า เหรียญ Stablecoins ในปัจจุบันยังคง “สอบตก” และไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะนับเป็นเงินตราที่แท้จริงได้ 

โดยรายงานได้ประเมินสินทรัพย์กลุ่มนี้ กับคุณสมบัติพื้นฐาน 4 ประการที่ระบบการเงินที่ดีต้องมี ได้แก่ ความเป็นหนึ่งเดียวของมูลค่า, ความยืดหยุ่น, การทำงานร่วมกันข้ามระบบ และความซื่อตรงมั่นคงของระบบ ซึ่ง BIS มองว่า รูปแบบของ Stablecoins ในปัจจุบันยังคงบกพร่องในทุกข้อ

รายงานชี้ว่า ราคาของ Stablecoins มักจะเกิดการหลุดมูลค่าที่ตรึงไว้ (De-peg) ในตลาดรอง และขั้นตอนการนำเหรียญ เพื่อไปขึ้นเงิน แล้วคืนเป็นเงินจริง ก็ยังมีความติดขัดและไม่ราบรื่น ส่งผลให้สินทรัพย์เหล่านี้ มีลักษณะคล้ายกับ “หน่วยลงทุนของกองทุน ETF” มากกว่าจะเป็นสื่อกลางในการชำระเงิน ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ Pablo Hernández de Cos ผู้จัดการใหญ่ของ BIS ที่เคยเปรียบเทียบไว้ก่อนหน้านี้ 

อย่างไรก็ตาม ขนาดของ Stablecoins ยังคงเล็กมาก เมื่อเทียบกับระบบธนาคารแบบดั้งเดิม โดย BIS ประเมินมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ราว 3.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูล ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งกว่า 99% เป็นเหรียญที่ผูกมูลค่ากับดอลลาร์ และส่วนใหญ่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่แค่ 2 เจ้าใหญ่อย่าง USDT ของ Tether และ USDC ของ Circle เท่านั้น

เปิดแบบจำลองผลกระทบ

ไฮไลต์สำคัญในรายงานฉบับนี้คือ การทำแบบจำลองคำนวณว่า หาก Stablecoins ถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายในวงกว้างจะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจ โดยอ้างอิงจากโมเดลของสหรัฐฯ 

ซึ่งผลลัพธ์พบว่า ผลกระทบสุทธิของ Stablecoins ต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจ จะออกมาเป็น “ลบ” ในระยะกลาง เนื่องจากมันจะไปเพิ่มต้นทุนการจัดหาเงินทุนของธนาคารพาณิชย์ และทำให้การปล่อยสินเชื่อกู้ยืมอ่อนแอลง ซึ่งข้อเสียนี้มีน้ำหนักมากกว่าข้อดีในแง่ของการช่วยสร้างความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาล 

โดย BIS ระบุว่า แรงฉุดรั้งทางเศรษฐกิจนี้จะยิ่งเด่นชัดขึ้น หากมูลค่าตลาดของ Stablecoins ขยายตัวไปถึงระดับ 1 ล้านล้าน, 2 ล้านล้าน หรือ 3 ล้านล้านดอลลาร์ในอนาคต

นอกจากนี้ BIS ยังระบุว่า Stablecoins เป็นเครื่องมือหลักที่ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายบนบล็อกเชน เนื่องจากพวกมันหมุนเวียนอยู่บนบล็อกเชนประเภทไร้ตัวกลางควบคุม ที่เปิดช่องให้ผู้ใช้ปกปิดตัวตนบางส่วน และการใช้กระเป๋าเงินแบบดูแลตัวเอง ซึ่งทำให้ระบบการตรวจสอบเพื่อยืนยันตัวตน (KYC) และการป้องกันการฟอกเงิน (AML) อ่อนแอลงอย่างมาก

เตือนภัยผลกระทบในประเทศตลาดเกิดใหม่ 

รายงานยังได้ส่งคำเตือนไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เกี่ยวกับภัยของ “Stablecoin Dollarization” หรือการที่ประชาชนในประเทศหันไปถือครอง Stablecoin ที่ผูกกับสกุลเงินดอลลาร์เพื่อเป็นเครื่องมือในการเก็บรักษาความมั่งคั่ง (Store of value) แทนเงินท้องถิ่น ซึ่งพฤติกรรมนี้จะเข้าไปบิดเบือนทิศทางการไหลเวียนของเงินทุน และทำลายอธิปไตยทางการเงินของประเทศนั้น ๆ ลงไปโดยไม่รู้ตัว

สำหรับทางออกของปัญหานี้ BIS แนะนำให้ใช้กฎระเบียบชุดเดียวกันที่เป็นมาตรฐานสากลเข้ามาควบคุม Stablecoins พร้อมเสนอให้เลือกใช้นวัตกรรม “Unified Ledger” (บัญชีแยกประเภทแบบรวมศูนย์) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มส่วนกลางที่จะรวมเอาเงินสำรองของธนาคารกลางในรูปแบบโทเคน, เงินของธนาคารพาณิชย์ในรูปแบบโทเคน และเงินเอกชนอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุม มารวมไว้ในที่เดียวกัน โดยใช้เงินของธนาคารกลางเป็นสมอเรือยึดโยงความน่าเชื่อถือ 

ซึ่งปัจจุบัน BIS ได้เริ่มทดลองระบบชำระเงินข้ามพรมแดนต้นแบบภายใต้ชื่อ “Project Agora” ร่วมกับธนาคารกลาง 8 แห่ง และสถาบันการเงินเอกชนอีกกว่า 40 แห่ง เพื่อพิสูจน์ว่า โมเดลการเงินรูปแบบใหม่นี้สามารถใช้งานได้จริงและปลอดภัยกว่า Stablecoins ในปัจจุบันครับ

ที่มา : theblock


มุมมองผู้เขียน : รายงาน Annual Economic Report 2026 ของ BIS เปรียบเสมือนสัญญาณเตือน ที่พยายามจะสกัดกั้นการเติบโตของ Stablecoin เอกชนอย่าง USDT และ USDC