สรุปข่าว
- Michael Saylor ประธานบริษัท Strategy ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลไม่ได้มอบสิทธิขาดในการกำหนดทิศทางของเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องการอัปเดตทางเทคนิคที่กำลังสร้างความแตกแยกให้กับชุมชนนักพัฒนาและนักขุด
- ปัจจุบันเครือข่ายกำลังเผชิญกับทางแยกจากสองข้อเสนอหลักซึ่งประกอบไปด้วยข้อเสนอ BIP-110 เพื่อบล็อกธุรกรรมสแปมที่นักพัฒนาบางกลุ่มพยายามผลักดันโดยไม่รอความเห็นชอบจากนักขุด และข้อเสนอ BIP-361 ที่มุ่งป้องกันการแฮ็กด้วยควอนตัมคอมพิวเตอร์ด้วยการบังคับระงับกระเป๋าเงินเก่าที่ไม่มีการเคลื่อนไหวซึ่งรวมถึงกระเป๋าของ Satoshi Nakamoto ด้วย
- ข้อความดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก Adam Back ซีอีโอของ Blockstream โดย Saylor ย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออำนาจการทำธุรกรรมของโหนด พลังการประมวลผลของนักขุด และอำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนมีฉันทามติที่สอดคล้องกันเท่านั้น
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
เนื่องจากความขัดแย้งทางเทคนิคเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาตามปกติในระบบกระจายศูนย์ แม้ความกังวลเรื่องการระงับกระเป๋าเงินอาจสร้างแรงกระเพื่อมในระยะสั้น แต่การออกมายืนยันหลักการที่มั่นคงจากวาฬระดับองค์กรช่วยรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาวได้
Michael Saylor ประธานกรรมการของบริษัท Strategy ได้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของ Bitcoin ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเกี่ยวกับสองแนวคิดทางเทคนิคที่กำลังทำให้ชุมชนนักพัฒนาและกลุ่มนักขุดเสียงแตก โดยแนวคิดแรกคือ BIP-110 ที่เป็นระบบกรองธุรกรรมสแปมซึ่งนักพัฒนาบางรายพยายามผลักดันโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากฝั่งนักขุด และแนวคิดที่สองคือ BIP-361 ที่เสนอให้บังคับล็อกกระเป๋าเงินเก่าที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันการแฮ็กจากระบบควอนตัมในอนาคต ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระเป๋าของ Satoshi Nakamoto ที่ถือครองเหรียญอยู่ถึง 1.1 ล้าน BTC
ในฐานะที่ Strategy เป็นบริษัทที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลกด้วยจำนวน 847,363 BTC หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 5.26 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ Saylor ได้เน้นย้ำว่าในเครือข่ายแบบกระจายอำนาจนั้น เม็ดเงินทุนไม่ได้แปลว่าจะมีสิทธิโหวตชี้ขาดเหนือคนอื่น โดยกลุ่มทุนมีเพียงแค่อำนาจทางเศรษฐกิจเท่านั้น ซึ่งอำนาจนี้จะถูกคานด้วยอำนาจการตรวจสอบของโหนดและกำลังการขุดของนักขุดอย่างเท่าเทียม การเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ไม่ใช่เพราะแรงกดดันทางการเมืองหรือสถาบันการเงินภายนอก
การออกมาเน้นย้ำสัจธรรมข้อนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ Strategy เองก็กำลังแบกรับตัวเลขการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงสูงถึง 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากราคาตลาดของ Bitcoin วนเวียนอยู่แถว 62,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของบริษัทที่ 75,646 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า Saylor กำลังพยายามส่งสัญญาณบอกวอลล์สตรีทว่า ปัจจัยทางการเงินระยะสั้นและกฎระเบียบภายนอกอาจจะทำให้เกิดการถกเถียงที่ซับซ้อน แต่ทว่ากฎเกณฑ์และฉันทามติระยะยาวของเครือข่ายจะถูกกำหนดโดยระบบโปรโตคอลเท่านั้น
ที่มา: X
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าการออกมาแสดงความคิดเห็นของ Michael Saylor ในช่วงเวลานี้มีความสำคัญอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของระบบนิเวศ Bitcoin โดยรวม การที่วาฬระดับองค์กรที่ถือครองเหรียญมากที่สุดในโลกกล้าออกมายืนยันว่าตนเองไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการชี้นำเครือข่ายถือเป็นการตอกย้ำจุดแข็งของระบบกระจายศูนย์ได้อย่างชัดเจนที่สุด
ข้อเสนอที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงอย่าง BIP-361 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอายัดกระเป๋าเงินเก่าเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ ถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหวและสั่นคลอนความเชื่อมั่นของชุมชนคริปโตเคอร์เรนซีเป็นอย่างมาก การแตะต้องกระเป๋าเงินของ Satoshi Nakamoto ที่มีเหรียญมหาศาลย่อมทำให้เกิดคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือและการแทรกแซงทรัพย์สินส่วนบุคคล ซึ่งขัดต่ออุดมการณ์ดั้งเดิมของนักลงทุนที่เชื่อมั่นในเสรีภาพทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการยึดมั่นในกติกาดั้งเดิมของโปรโตคอลจึงเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความแตกแยกจนนำไปสู่การแยกเครือข่ายหรือ Fork ในอนาคต

