สรุปข่าว
- คณะกรรมการตลาดการเงินแห่งสภาดูมารัสเซีย เห็นชอบร่างกฎหมายกำกับดูแลคริปโตฉบับแก้ไขแล้ว เตรียมเข้าสู่วาระสอง โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือ ถอดข้อบังคับเรื่องการแจ้งที่อยู่กระเป๋าเงินออก เหลือเพียงรายงานจำนวนสินทรัพย์และปริมาณซื้อขาย
- นักลงทุนรายย่อยที่ไม่มีคุณสมบัติยังถูกจำกัดวงเงินซื้อไว้ที่ 300,000 รูเบิลต่อปีต่อผู้ให้บริการ พร้อมมาตรการเบรกโอนเงินไปต่างประเทศหรือบุคคลที่สาม 48 ชั่วโมง เพื่อสกัดการฉ้อโกง
- รัสเซียเดินหน้าคู่ขนานทั้งระบบชำระดุลการค้าต่างประเทศด้วยคริปโตและ Stablecoins พร้อมผลักดันรูเบิลดิจิทัลให้ธนาคารใหญ่ 12 แห่งต้องรองรับภายใน 1 กันยายนนี้
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้เป็นเรื่องของกรอบกำกับดูแลภายในประเทศรัสเซียเป็นหลัก ไม่ได้กระทบต่อสภาพคล่องหรือดีมานด์ในตลาดคริปโตโลกโดยตรง แม้จะเป็นสัญญาณบวกต่อความชัดเจนด้านกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิผู้ถือครองสินทรัพย์ในรัสเซีย แต่ผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ในระดับตลาดสากลยังจำกัดอยู่มาก
คณะกรรมการตลาดการเงินแห่งสภาดูมา (สภาล่างของรัสเซีย) ได้ให้ความเห็นชอบต่อร่างกฎหมายกำกับดูแลสินทรัพย์คริปโตฉบับแก้ไข สำหรับการพิจารณาวาระที่สอง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2026 โดย Anatoly Aksakov ประธานคณะกรรมการได้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวผ่านช่องทาง Telegram ทางการ
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในร่างกฎหมายฉบับแก้ไขนี้ คือ การถอดข้อบังคับที่กำหนดให้ชาวรัสเซียต้องเปิดเผย “ที่อยู่กระเป๋าเงินคริปโต” ออกไป โดยเปลี่ยนมาเป็นกำหนดให้รายงานเฉพาะ “จำนวนสินทรัพย์ที่ถือครองและปริมาณการซื้อขาย” เท่านั้น
ซึ่ง Anatoly Aksakov อธิบายว่า มาตรการนี้จัดทำขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล และการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด
นอกจากนี้ ร่างแก้ไขยังเพิ่มข้อบัญญัติใหม่ที่รับประกันว่า ผู้ถือครองคริปโตจะได้รับความคุ้มครองทางกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ โดยไม่เกี่ยงว่าในอดีตจะเคยรายงานสถานะสินทรัพย์มาก่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญ Anatoly Aksakov ไม่ได้มีการระบุถึงข้อจำกัดหรือข้อห้ามใด ๆ ในการใช้งานกระเป๋าเงินประเภทที่ผู้ใช้ดูแลเอง
กางเกณฑ์คุมเข้มนักลงทุนรายย่อย พร้อมมาตรการสกัดโกง เบรกโอนต่างประเทศ 48 ชั่วโมง
ในส่วนของเกณฑ์การคัดกรองนักลงทุนรายย่อย รัฐบาลรัสเซียยังคงรักษาการแบ่งประเภทระหว่าง “นักลงทุนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม” และ “นักลงทุนที่ไม่มีคุณสมบัติ” เอาไว้ตามเดิม โดยกลุ่มนักลงทุนที่ไม่มีคุณสมบัติ ที่เป็นรายย่อยทั่วไป จะได้รับอนุญาตให้ลงทุนได้ เฉพาะในคริปโตเคอเรนซีที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น และจะถูกจำกัดวงเงินการซื้อไว้ไม่เกิน 300,000 รูเบิลต่อปี ต่อหนึ่งผู้ให้บริการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล
ในส่วนของมาตรการป้องกันการฉ้อโกงและฟอกเงิน กระดานเทรดที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจะถูกจำกัดให้สามารถส่งคริปโตเคอร์เรนซีที่ซื้อไปยังกระเป๋าเงินของตัวผู้ซื้อเองเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดให้มีระยะเวลาถือครองเป็นเวลา 48 ชั่วโมง สำหรับการโอนเงินจำนวนมากไปยังต่างประเทศหรือโอนไปยังบุคคลที่สาม ขณะเดียวกัน สำหรับบริษัทการค้าระหว่างประเทศ ก็ได้มีการบรรจุระบบที่อนุญาตให้สามารถชำระเงินระหว่างประเทศ ด้วยคริปโตเคอร์เรนซี และ Stablecoin ผ่านโครงสร้างพื้นฐานทั้งภายในและระหว่างประเทศได้เช่นกัน
ร่างกฎหมายฉบับแก้ไขดังกล่าวจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากการวาระที่สองในสภาดูมา
การแก้ไขร่างกฎหมายในครั้งนี้ เกิดขึ้นในขณะที่รัสเซียกำลังทยอยพัฒนาระบบการชำระดุลการค้าต่างประเทศโดยใช้คริปโตเคอร์เรนซี โดยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา กรอบกฎหมายฉบับใหม่ได้มีผลบังคับใช้ ซึ่งอนุญาตให้บริษัทนำเข้าและส่งออกสามารถใช้ Bitcoin และ Stablecoins ในการชำระดุลการค้าต่างประเทศได้ และในปัจจุบันสามารถทำธุรกรรมดังกล่าวผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับการอนุมัติจากธนาคารกลางจำนวน 8 แห่ง
ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่า ปริมาณการค้าต่างประเทศที่ดำเนินการผ่านคริปโตเคอร์เรนซีจะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 1 ล้านล้านรูเบิลในปี 2025 โดยส่วนใหญ่จะเป็นการทำธุรกรรมร่วมกับประเทศจีน ตุรกี และอินเดีย
นอกเหนือจากการวางระบบคริปโตเคอเรนซีแล้ว ธนาคารกลางรัสเซียยังคงเดินหน้าส่งเสริมการใช้สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางอย่าง “รูเบิลดิจิทัล” อย่างจริงจังอีกด้วย
โดยผู้ว่าการธนาคารกลางได้แถลงในงานประชุมธนาคารกลางเมื่อสัปดาห์นี้ว่า “การเตรียมความพร้อมทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์แล้ว สำหรับการเปิดรับใช้งานในวงกว้าง” ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนมาตรการโดยกำหนดเส้นตายภายในวันที่ 1 กันยายนที่จะถึงนี้ เพื่อบังคับให้ธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบจำนวน 12 แห่ง รวมถึงผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ต้องรองรับและยอมรับการชำระเงินด้วยดิจิทัลรูเบิล
ที่มา : coinpost
มุมมองผู้เขียน : ร่างกฎหมายนี้ดูเหมือนความพยายามหาจุดสมดุลระหว่างการเปิดเสรีกับการควบคุม ทิศทางน่าจะเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะเมื่อรูเบิลดิจิทัลเริ่มบังคับใช้จริงในเดือนกันยายนนี้
