bitkub-banner

ซีอีโอ Ripple รับเคยคิดปิดบริษัทหนี หลังถูก SEC ฟ้องกรณีขาย XRP ในปี 2020

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Brad Garlinghouse เผยว่า Ripple เคยพิจารณาปิดบริษัท หลังถูก ก.ล.ต. สหรัฐฯ ฟ้องในปี 2020
  • ผู้บริหารเคยหารือถึงการแจก XRP ที่บริษัทถืออยู่ให้ผู้ถือหุ้น ก่อนยุติกิจการ แต่ตัดสินใจสู้คดีเพื่อรักษาพนักงานหลายร้อยคน
  • คดีกินเวลานานเกือบ 5 ปี ทำให้ Ripple เสียค่ากฎหมายราว 150 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5 พันล้านบาท

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

Brad Garlinghouse ซีอีโอของ Ripple เปิดเผยว่า บริษัทเคยเกือบตัดสินใจปิดกิจการ หลังถูก SEC ฟ้องในปี 2020 จากกรณีขาย XRP มูลค่ากว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์โดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์ แม้เคยมีแนวคิดแจก XRP ให้ผู้ถือหุ้นแล้วปิดบริษัท แต่สุดท้ายผู้บริหารเลือกเดินหน้าสู้คดีเพื่อรักษาพนักงานหลายร้อยคนไว้ ศึกกฎหมายกินเวลานานเกือบ 5 ปี ก่อนจบลงด้วยค่าปรับราว 125 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Ripple ต้องเสียค่ากฎหมายรวมกว่า 150 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5 พันล้านบาท

Brad Garlinghouse ซีอีโอของ Ripple เปิดเผยว่า บริษัทเคยเกือบตัดสินใจปิดกิจการ หลังถูกหน่วนงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ยื่นฟ้องเมื่อปลายปี 2020 จนนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายที่ยาวนานเกือบ 5 ปี และทำให้บริษัทเสียค่ากฎหมายไปกว่า 150 ล้านดอลลาร์ หรือราว 5 พันล้านบาท

Garlinghouse เล่าเรื่องดังกล่าวระหว่างการบรรยายที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแคนซัส โดยระบุว่า ในช่วงที่คดีเพิ่งเริ่มต้น เขาและ Chris Larsen ผู้ร่วมก่อตั้ง Ripple ต้องหารือกันอย่างจริงจังว่า บริษัทควรรับมืออย่างไร เมื่อต้องต่อสู้กับหน่วยงานรัฐบาลที่มีทั้งอำนาจ และทรัพยากรจำนวนมหาศาล

หนึ่งในทางเลือกที่ถูกนำมาพิจารณาคือ การแจกจ่ายเหรียญ XRP จำนวนมากที่ Ripple ถือครองอยู่ให้แก่ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วน ก่อนยุติการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจช่วยให้บริษัทตัดปัญหาคดีความได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปิดบริษัทหมายความว่า พนักงานหลายร้อยคนจะต้องตกงาน ท้ายที่สุด Garlinghouse และ Larsen จึงเลือกเดินหน้าเปิดบริษัท Ripple ต่อ พร้อมต่อสู้คดีกับ SEC แม้ในเวลานั้นจะยังไม่มีใครรู้ว่า บริษัทจะสามารถเอาชนะได้หรือไม่ก็ตาม

จุดเริ่มต้นของคดี Ripple กับ SEC

คดีดังกล่าวเริ่มขึ้นในเดือนธันวาคมปี 2020 เมื่อ SEC กล่าวหาว่า Ripple ขาย XRP มูลค่ากว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ โดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์ พร้อมยื่นฟ้อง Garlinghouse และ Larsen เป็นการส่วนตัว

คดีนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ของวงการคริปโต เพราะผลคำตัดสินของศาลจะกลายเป็นตัวกำหนดว่า XRP และสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทเดียวกันควรถูกนับเป็นหลักทรัพย์ภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ หรือไม่

Garlinghouse ยืนยันว่า เขาไม่เคยมองว่า XRP เป็นหลักทรัพย์ โดยระหว่างปี 2017-2019 เขาเคยเข้าพบ SEC ถึง 4 ครั้ง เพื่ออธิบายเทคโนโลยีและการใช้งานของ XRP แต่ไม่เคยได้รับคำเตือนว่า บริษัทอาจกำลังทำผิดกฎหมายอยู่

เขายังวิจารณ์ว่า Ripple พร้อมปฏิบัติตามกฎมาโดยตลอด แต่ SEC ไม่เคยกำหนดแนวทางที่ชัดเจน ก่อนจะเลือกยื่นฟ้องบริษัทในภายหลัง

จุดเปลี่ยนวงการคริปโตสหรัฐฯ 

จุดเปลี่ยนของคดีนี้เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมปี 2023 เมื่อศาลตัดสินว่า การขาย XRP ให้แก่นักลงทุนทั่วไปผ่านกระดานเทรดคริปโต ไม่ถือเป็นการขายหลักทรัพย์

แต่ทว่าการขาย XRP มูลค่าประมาณ 728 ล้านดอลลาร์ ให้แก่นักลงทุนสถาบันถูกตัดสินว่า เข้าข่ายการขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้จดทะเบียน ทำให้ผลคดีถือเป็นชัยชนะคนครึ่งของทั้ง Ripple และ SEC

ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2024 ศาลสั่งปรับ Ripple เป็นเงินประมาณ 125 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าที่ SEC เรียกร้องไว้เกือบ 2 พันล้านดอลลาร์อย่างมาก Ripple จึงมองว่า ผลคำตัดสินดังกล่าวเป็นชัยชนะของบริษัท

แม้ทั้งสองฝ่ายเคยพยายามขอลดค่าปรับเหลือ 50 ล้านดอลลาร์ แต่ศาลไม่อนุมัติ ท้ายที่สุด Ripple และ SEC ถอนอุทธรณ์ในเดือนสิงหาคม 2025 ทำให้คดีที่กินเวลานานเกือบ 5 ปีสิ้นสุดลง โดยค่าปรับประมาณ 125 ล้านดอลลาร์ยังคงมีผลตามเดิม

Garlinghouse เปิดเผยว่า ตลอดการต่อสู้คดี Ripple เสียค่าใช้จ่ายทางกฎหมายประมาณ 150 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 5 พันล้านบาท ซึ่งเป็นต้นทุนจำนวนมหาศาลจากการตัดสินใจรักษาบริษัทไว้และต่อสู้กับ SEC จนถึงที่สุด


มุมมองผู้เขียน: ในวันที่กฎระเบียบคริปโตยังไม่ชัดเจนเหมือนทุกวันนี้ หากตอนนั้น Ripple เลือกปิดกิจการเพื่อยุติคดี เราอาจไม่ได้เห็น XRP เดินหน้าต่อมาจนกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญในตลาด

ที่มา:coinpost