bitkub-banner

Ripple ส่งคำเตือนถึงสหรัฐฯ หากโหวตต้าน Clarity Act ระวังจะเกิดเหตุการณ์แบบ FTX

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Lauren Belive ผู้บริหารของ Ripple ออกมาส่งคำเตือนรุนแรงถึงสภาคองเกรสสหรัฐฯ เรื่อง Clarity Act ในช่วงโค้งสุดท้ายที่เหลือเวลาไม่ถึง 1 เดือนก่อนปิดสมัยประชุมสภา
  • เธอระบุว่าการลงคะแนนคัดค้าน Clarity Act ไม่ใช่การต่อต้านคริปโทฯ แต่เป็นการต่อต้านผู้บริโภคโดยตรง 
  • Belive ยกคดีความล่มสลายของแพลตฟอร์ม FTX มาเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ความคลุมเครือของกฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดียักยอกเงินผู้ใช้ไปได้อย่างง่ายดาย

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

ผู้บริหารระดับสูงของ Ripple ได้พร้อมใจกันออกมาส่งคำเตือนและกดดันสภาคองเกรสสหรัฐฯ อย่างรุนแรงก่อนปิดสมัยประชุมสภา โดยระบุว่าการลงมติไม่เห็นชอบต่อร่างกฎหมาย Clarity Act ถือเป็นพฤติกรรมที่ต่อต้านผู้บริโภคอย่างร้ายแรง เนื่องจากเป็นการจงใจทิ้งช่องว่างทางกฎหมายไว้ให้ผู้ไม่หวังดีแสวงหาประโยชน์ พร้อมทั้งหยิบยกอุทาหรณ์การล่มสลายของ FTX มาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความล่าช้าของภาครัฐคือภัยคุกคามที่ทำลายเงินทุนของผู้บริโภค

เหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึง 1 เดือนแล้วที่ ร่างกฎหมายความชัดเจนของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Clarity Act จะต้องได้รับการสรุปผลก่อนปิดสมัยประชุมสภา แต่ทิศทางในปัจจุบันยังคงคลุมเครือจนบริษัทคริปโทฯ อย่าง Ripple ต้องออกมาส่งคำเตือนรุนแรงให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ

Lauren Belive ผู้บริหารฝ่ายนโยบายสาธารณะและความสัมพันธ์กับรัฐบาล ของ Ripple บริษัทผู้อยู่เบื้องหลัง XRP เมื่อวานนี้ได้ออกมาโต้แย้งว่า การคัดค้านกฎหมายฉบับดังกล่าวจะยิ่งทำให้ความไม่แน่นอนด้านการกำกับดูแลยังคงอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทต่าง ๆ สามารถนำไปใช้หาประโยชน์ได้

เธอเอ่ยชัดว่า การลงคะแนนไม่เห็นชอบต่อร่างกฎหมาย CLARITY Act ไม่ใช่การต่อต้านอุตสาหกรรมคริปโทฯ แต่มันคือการต่อต้านผู้บริโภค คือการลงมติเพื่อปล่อยให้ผู้ถือครองคริปโทฯ ต้องเผชิญความเสี่ยงจากผู้ไม่หวังดีที่ใช้ประโยชน์จากช่องว่างในการกำกับดูแล ดังนั้นเธอจึงเชื่อว่า ร่างกฎหมาย CLARITY Act ที่ได้รับความร่วมมือจากทั้งสองพรรคคือ การลงมติเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างแท้จริง

Belive ได้ยกตัวอย่างคดีของ FTX ขึ้นมาเป็นหลักฐานเพื่อแสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์ของการไม่มีการกำกับดูแลที่ชัดเจนจะเป็นอย่างไร เมื่อเงินของผู้ใช้ถูกยักยอกนำออกไปโดยผู้ไม่ประสงค์ดี จนทำให้เกิดการล่มสลายของแพลตฟอร์มและส่งผลต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ นั้นมีตัวตนอยู่แล้ว ขาดแต่เพียงแค่ว่ากฎหมายการกำกับดูแลของรัฐบาลนั้นยังคงตามไม่ทัน

ดังนั้น สภาคองเกรสจึงต้องเร่งตัดสินใจในตอนนี้ ระหว่างการสร้างแนวป้องกันที่ชัดเจนสำหรับทุกคน หรือจะปล่อยให้ผู้บริโภคเผชิญความเสี่ยงจากผู้ไม่หวังดีที่จ้องจะหาประโยชน์จากช่องว่างทางกฎหมาย

แม้บริษัทที่มีความรับผิดชอบจะยอมปฏิบัติตามมาตรฐานที่เหมาะสมด้วยความสมัครใจ แต่การทำด้วยความสมัครใจนั้นก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าทุกคนในตลาดจะยอมเล่นตามกฎเดียวกัน โดยเธอย้ำว่าบริษัทที่ดีจะทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ แต่ผู้บริโภคก็ควรได้รับสภาพแวดล้อมในการแข่งขันที่เท่าเทียมและเป็นธรรม 

การจับมือร่วมกันของ SEC และ CFTC จะอุดช่องโหว่ได้หรือไม่?

ในประเด็นเรื่องของขอบเขตอำนาจในการกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของหน่วยงาน Belive กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคกำลังเผชิญหน้ากับความสับสนว่าหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว รวมถึงข้อสงสัยที่ว่าบริษัทต่างๆ ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานใดกันแน่ 

ร่างกฎหมาย CLARITY Act จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการมอบอำนาจการกำกับดูแลร่วมกันที่ชัดเจนให้แก่ CFTC และ SEC เหนือตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงการกำหนดให้ต้องมีการตรวจสอบควบคุมจากหน่วยงานกำกับดูแลอย่างแท้จริง ก่อนที่โทเคนเหล่านั้นจะถูกนำเข้าสู่ตลาด

Belive ได้กล่าวปิดท้ายโดยที่ยังคงความเห็นว่า การคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ก็เป็นเพียงแค่การลงคะแนนเพื่อรักษาสถานะเดิม (Status quo) เอาไว้ ทั้งที่นั่นแหละคือสิ่งแรกที่เป็นต้นเหตุของความล้มเหลวในการปกป้องผู้บริโภค

อย่างไรก็ดี ในขณะเดียวกัน Stuart Alderoty ผู้บริหารฝ่ายกฎหมายของ Ripple ก็ได้ออกมาสนับสนุนคำเตือนของ Belive โดยได้กล่าวสั้นๆ ว่า การโหวตต้านกฎหมาย Clarity Act นั้นไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้ผู้ไม่ประสงค์ดีในตลาดสามารถใช้ช่องโหว่ได้อย่างลอยนวล ซึ่งตลาดก็เคยเห็นหนังม้วนนี้มาแล้ว และเราก็ไม่ได้อยากที่จะชมภาคต่อ

ที่มา : Bitcoin.com


มุมมองผู้เขียน : หากสภาสหรัฐฯ ปล่อยให้กฎหมายนี้ล้มในโค้งสุดท้าย เม็ดเงินและบริษัทนวัตกรรมชั้นนำก็พร้อมที่จะอพยพทุนหนีไปยังภูมิภาคที่มีความชัดเจนทางกฎหมายมากกว่าอย่างแน่นอน ซึ่งเหตุการณ์นี้จะมีแต่ส่งผลเสียต่อทั้งภาครัฐเองและอุตสาหกรรมคริปโทฯ