สรุปข่าว
- Consensys ตรวจพบแฮกเกอร์เกาหลีเหนือแฝงตัวใช้ชื่อปลอม Tyler Knapp เข้ามารับงานเป็นโปรแกรมเมอร์สัญญาจ้าง หวังเจาะเข้าถึงกุญแจถอนเงินและซอร์สโค้ด
- หลังตรวจพบ Metamask สั่งตัดสิทธิ์และระงับอัปเดตระบบได้ทันท่วงที โดยยืนยันว่าไม่มีทรัพย์สินหรือข้อมูลผู้ใช้รั่วไหล
- ปัจจุบันเกาเหลีเหนือยังคงเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรม สถิติปี 2025 ชี้ว่าพวกเขาสร้างความเสียหายเกินครึ่งหนึ่งของมูลค่าการแฮกคริปโตทั้งหมด
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
Consensys บริษัทผู้สร้างกระเป๋าเงิน MetaMask ตรวจพบสปายชาวเกาหลีเหนือที่ใช้นามแฝง Tyler Knapp เข้ามาเป็นโปรแกรมเมอร์สัญญาจ้าง เพื่อร่วมพัฒนาซอร์สโค้ด ทว่าถูกระงับสิทธิ์และอัปเดตระบบได้ทันท่วงที โดยบริษัทยืนยันว่าไม่มีทรัพย์สิน ข้อมูลผู้ใช้ หรือซอร์สโค้ดใดถูกขโมยไป
จะเกิดอะไรขึ้นหากกระเป๋าเงินดิจิทัลที่มีผู้ใช้งานกว่า 30 ล้านคนทั่วโลกอย่าง MetaMask ถูกแทรกซึมโดยแฮกเกอร์จากเกาหลีเหนือ? เหตุการณ์ชวนระทึกนี้เกิดขึ้นจริง เมื่อ Consensys บริษัทผู้สร้าง MetaMask ตรวจพบว่า หนึ่งในนักพัฒนาที่ทำงานคลุกคลีกับโค้ดสำคัญของระบบ แท้จริงแล้วคือผู้ไม่ประสงค์ดีจากเกาหลีเหนือที่แฝงตัวเข้ามารับงาน แม้เหตุการณ์นี้จะถูกระงับได้ทันท่วงทีโดยไม่มีทรัพย์สินสูญหาย แต่ก็ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ที่เขย่าความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซี
การแทรกซึมดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านการจ้างงานในรูปแบบพนักงานสัญญาจ้าง โดยโปรแกรมเมอร์รายนี้ใช้ชื่อปลอมว่า Tyler Knapp และใช้นามแฝงบนแพลตฟอร์ม GitHub ว่า “imyugioh” เขาได้เข้ามาทำงานในฐานะที่ปรึกษาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมจนถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมา และมีส่วนร่วมในการเขียนซอร์สโค้ดสำคัญของกระเป๋าเงินดิจิทัล โดยเฉพาะระบบที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมระหว่างสกุลเงินคริปโตและเงินเฟียต
ทันทีที่พบความเสี่ยง Matt Corva ที่ปรึกษาทั่วไปของ Consensys ได้สั่งการให้ทีมงานระงับการปล่อยอัปเดตระบบใหม่ทั้งหมด และตัดสิทธิ์การเข้าถึงของชายคนดังกล่าวทันที พร้อมทั้งแจ้งเรื่องไปยังหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย จากการตรวจสอบอย่างละเอียด Consensys ยืนยันว่าไม่มีทรัพย์สิน ข้อมูลผู้ใช้งาน หรือซอร์สโค้ดใด ๆ ถูกขโมยไป และไม่มีการฝังโค้ดอันตรายลงในระบบ โดยขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการทบทวนกระบวนการตรวจสอบประวัติการจ้างงานคู่สัญญาใหม่ทั้งหมดเพื่ออุดช่องโหว่
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่กรณีแรกที่เกิดขึ้น หน่วยงานข่าวกรองด้านบล็อกเชนอย่าง TRM Labs ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือมักใช้ยุทธวิธีปลอมแปลงประวัติเพื่อสมัครงานระยะไกลในบริษัทคริปโต ซึ่งเป็นเส้นทางที่รวดเร็วที่สุดในการเจาะลึกเข้าไปถึงกุญแจสำคัญและระบบอนุมัติการถอนเงินของบริษัท
จากการตรวจสอบพบว่ามีโปรแกรมเมอร์ต้องสงสัยชาวเกาหลีเหนือถึง 100 คน กระจายตัวทำงานอยู่ใน 53 โปรเจกต์บนเครือข่าย Ethereum ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เพิ่งส่งตัวชาวอเมริกันรายหนึ่งเข้าเรือนจำ ฐานให้ความช่วยเหลือในการฟอกขาวประวัติบุคคลกลุ่มนี้ให้ดูเหมือนคนทำงานทั่วไป
ความเสี่ยงจากภัยคุกคามรูปแบบนี้ถือว่ามีมูลค่ามหาศาล โดยสถิติในปี 2025 ชี้ให้เห็นว่ากว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าความเสียหายจากการถูกแฮกคริปโตทั้งหมด 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นผลงานของเกาหลีเหนือ (รวมถึงกรณีการเจาะระบบกระดานเทรด Bybit กวาดเงินไปถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานของ FBI) แม้ปัจจุบันบริษัทคริปโตหลายแห่งจะเริ่มตื่นตัวและจับมือกันแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองด้านภัยคุกคามแล้ว แต่กรณีของ MetaMask ก็ตอกย้ำให้เห็นว่า บททดสอบที่แท้จริงของวงการคือความเข้มงวดในการคัดกรองบุคลากร ก่อนที่ผู้ไม่ประสงค์ดีจะได้รับสิทธิ์ให้เข้าถึงซอร์สโค้ดหลักขององค์กรได้สำเร็จ
ที่มา : Cryptopolitan

