bitkub-banner

‘ท๊อป Bitkub’ เผยเหตุผลเช่าเพนท์เฮ้าส์เดือนละ 5 แสน ไม่ซื้อบ้าน-รถ ถือแค่ Bitcoin  

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา CEO ของ Bitkub เปิดใจผ่านรายการเคหสถานบานปลาย ว่าตนเองไม่มีบ้านและไม่มีรถยนต์ส่วนตัว มีเพียง Bitcoin เพราะมองว่าบ้านและรถคือหนี้สิน ไม่ใช่ทรัพย์สิน
  • ท๊อป จิรายุส  เลือกเช่าเพนท์เฮ้าส์ใจกลางเมืองเดือนละ 500,000 บาท พร้อมจ้างทีมเลขาฯ ส่วนตัว 8 คน และลงทุนอุปกรณ์ดูแลสุขภาพระดับ Longevity รวมค่าใช้จ่ายทั้งปีแตะ 20 ล้านบาท
  • แนวคิดหลักคือ เรื่อง Opportunity Cost เขามองว่า การซื้อบ้านเป็นเหมือนกรงทองที่ผูกมัดชีวิตและดึงเงินไปจมกับสินทรัพย์ที่เสื่อมค่า แทนที่จะนำไปลงทุนต่อ

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral

เรื่องนี้เป็นไลฟ์สไตล์ส่วนตัวของผู้บริหาร Bitkub ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินธุรกิจ นโยบายการลงทุน หรือปัจจัยพื้นฐานของราคา Bitcoin แต่อย่างใด จึงไม่สร้างแรงกระเพื่อมต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะสั้น แม้จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นใน Bitcoin ของบุคคลระดับแนวหน้าในวงการคริปโตไทยก็ตาม

คุณ ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา CEO Bitkub ได้ออกมาเปิดเผยแนวคิดการดำเนินชีวิต ว่า ตนเองไม่มีบ้านและไม่มีรถยนต์ส่วนตัว มีเพียง Bitcoin  เท่านั้น ผ่านรายการเคหสถานบานปลาย FULL EP.108  ของช่อง One Playground ในตอน “บ้าน “ท๊อป จิรายุส” CEO Bitkub บานหนักเพราะรักสุขภาพ” ที่ออกอากาศ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา 

ซึ่งในตอนนี้ พิธีกรดำเนินรายการ คุณเผือกและคุณฟรอยด์ ได้พามาเยี่ยมชมอพาร์ทเมนต์สุดหรูหรือเพนท์เฮ้าส์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้นบนสุดของตึกสูงใจกลางเมือง

เพนท์เฮ้าส์แห่งนี้อาจไม่ได้บานปลายในด้านการสถาปัตยกรรม แต่บานปลายในเรื่องของวิถีชีวิตและการใส่ใจในเรื่องสุขภาพ (Wellness) ของผู้พักอาศัยอย่าง คุณ ท๊อป จิรายุส

คุณท๊อป ให้เหตุผลเรื่องการ ไม่มีบ้านและไม่มีรถยนต์ส่วนตัวว่า ตนเองไม่ได้มองว่า บ้านและรถยนต์ส่วนตัวเป็นทรัพย์สิน แต่มองว่าเป็นหนี้สิน และมีอย่างหนึ่งที่ทนไม่ได้เลยคือ เรื่องสุขภาพ

ค่าใช้จ่ายเพนท์เฮ้าส์และการจ้างงานทีมเลขาฯ จัดการชีวิต 

เพนท์เฮ้าส์หรูใจกลางเมืองที่คุณท๊อปอาศัยอยู่นี้ ใช้วิธีเช่าจากโรงแรม โดยคุณฟรอยด์ได้คาดเดาว่า ค่าเช่าต่อเดือนน่าจะสูงถึง 1,000,000 บาท แต่คุณท๊อปเฉลยว่า ค่าเช่าจริงอยู่ที่ 500,000 บาทต่อเดือน ซึ่งราคานี้ครอบคลุมบริการทำความสะอาด มีแม่บ้าน และอาหารเช้า แบบเดียวกับบริการของโรงแรมทุกประการ

สิ่งสำคัญที่คุณท๊อปเลือกลงทุนที่ทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลาย เพื่อซื้อเวลาคือ การจ้างทีมงานเลขาฯ ส่วนตัวจำนวนถึง 8 คน ซึ่งคอยทำหน้าที่เหมือนคอนเซียร์จ (Concierge) คอยจัดการทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา อีก 500,000 บาท เมื่อรวมค่าเช่าห้องพักและค่าตัวเลขาฯ ทั้ง 8 คนแล้ว คุณท๊อปมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ตกอยู่ที่ประมาณเดือนละ 1,000,000 บาท

คุณท๊อป เปรียบการซื้อบ้าน เป็นเหมือน “กรงทอง” ที่ผูกมัดตัวเราไว้กับสถานที่แห่งเดียว เช่น หากซื้อบ้านที่แจ้งวัฒนะ แล้วโอกาสใหม่ ๆ โผล่ขึ้นมาที่สุขุมวิท เราก็ถูกผูกมัดให้ต้องอยู่แถวแจ้งวัฒนะเท่านั้น 

คุณท๊อป มองว่า หากซื้อบ้านเมื่อไหร่ เราจะมีความกังวล และเสียเวลาคิดตลอดเวลา เช่น ความกังวลเรื่องบ้านรก บ้านสกปรก หรือต้องคอยคิดว่า จะเลือกโซฟาสีอะไรดี ทำให้สูญเสียโอกาสที่จะเอาเวลาไปคิดเรื่องงานหรือมองหาโอกาสใหม่ ๆ

การเลือกเช่าเพนท์เฮ้าส์ที่ให้บริการโดยโรงแรมทำให้เขาสามารถซื้อเวลากลับคืนมาได้มาก เพราะเมื่อกลับมาถึงห้องพักทุกอย่างจะสะอาด และเตรียมไว้พร้อมโดยไม่ต้องกังวลใจ

โดยเลขาฯ ทั้ง 8 คนนี้ต้องผ่านการสัมภาษณ์รอบสุดท้ายอย่างเข้มงวดโดยแฟนของคุณท๊อปเป็นผู้สกรีนตัวเลือก ก่อนรับเข้าทำงาน

คุณท๊อปพาพิธีกรเดินชมพื้นที่ภายในห้อง ที่เปรียบเสมือนแมนเคฟของเขา ซึ่งเรียกว่า ห้อง “Longevity Room” หรือห้องดูแลสุขภาพเพื่อการยืดอายุขัย

โดยมีพี่ออย เจ้าหน้าที่ CCIA Service คอยดูแลจัดการเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ในห้องนี้ รวมๆแล้ว ก็น่าจะประมาณอีก 500,000 บาท

ซึ่งเครื่องแรกที่แนะนำคือ เครื่องฉายแสงสีแดง (Red Light)  แสงสีแดงนี้จะช่วยกระตุ้นการทำงานของไมโทคอนเดรีย ซึ่งเปรียบเหมือนแบตเตอรี่ของเซลล์ในร่างกาย และช่วยลดการอักเสบต่าง ๆ  วิธีใช้งานคือ ต้องถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมดเพื่อยืนอาบแสงสีแดงเป็นเวลา 6 นาทีในทุก ๆ วัน พร้อมสวมแว่นตากันแสง 

โดยระบบเครื่องจะสแกนตัวเหมือนที่สแกนในสนามบิน เมื่อครบเวลา 3 นาทีจะมีเสียงเตือนให้หันกลับอีกฝั่ง เพื่อให้ได้รับแสงเท่ากันสองด้าน เครื่องนี้มีมูลค่าประมาณ 100,000 บาท

เทคโนโลยีขับของเสียและกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้องระดับล้านบาท

อุปกรณ์ชิ้นถัดมาในห้องดูแลสุขภาพคือเครื่อง “ไอคูน”  มูลค่าประมาณ 2.5 ล้านบาทเครื่องนี้ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนน้ำเหลือง กระตุ้นให้เซลล์ทั้งหมดในร่างกายตื่นตัวพร้อมทำงานในยามเช้า และช่วยขับของเสียออกจากช่องว่างระหว่างเซลล์ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น

โดยรวมเฉพาะมูลค่าเครื่องมือและอุปกรณ์ในห้องแมนเคฟแรกนี้อยู่ที่ประมาณ 2.7 ล้านบาท

ซึ่งคุณท๊อป เปิดเผยว่า ใช้เวลาอยู่ในห้องนี้ หรือให้เวลาไปกับการทำ Longevity ทั้งหมด 5 ชั่วโมงต่อวัน 

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้องด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มูลค่า 2 ล้านบาท ซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนเพื่อกระตุ้นเกร็งกล้ามเนื้อส่วนลึก ให้ผลลัพธ์ในการสร้างกล้ามเนื้อเทียบเท่ากับการซิทอัพ (Sit-up) ถึง 20,000 ครั้งโดยไม่ต้องออกแรงเอง

จุดเริ่มต้นบนเส้นทางยืดอายุขัยและการลดอายุชีวภาพ 

เมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นของการหันมารักสุขภาพอย่างบ้าคลั่ง คุณท๊อปเล่าว่า เกิดจากช่วงเวลาที่เขาก่อตั้งบริษัท Bitkub ซึ่งเผชิญกับความเครียดสะสมอย่างหนัก ส่งผลให้อายุร่างกาย (Biological Age) ทะยานพุ่งสูงไปถึง 49 ปี

ตั้งแต่นั้นมาเขาจึงหันมาศึกษาและทุ่มเทการรักษาสุขภาพอย่างจริงจัง จนในเวลา 1 ปี สามารถดึงอายุร่างกายลงมาเหลือ 40 ปี และในปีถัดมาลดลงมาเหลือเพียง 31 ปี ทั้งที่ปัจจุบันอายุจริงของเขาคือ 36 ปี ทำให้ตอนนี้ร่างกายต่ำกว่าอายุจริง

แนวคิดด้านการดูแลตัวเอง (Longevity) ทั้งหมดนี้ เขาติดตามและซื้ออุปกรณ์ตามแนวทางของ Brian Johnson  มหาเศรษฐีผู้บุกเบิกเรื่องการยืดอายุขัยของร่างกาย

ซึ่ง Brian Johnson ใช้เงินปีละประมาณ 70 ล้านบาทเพื่อดูแลตัวเอง แต่คุณท๊อปอาศัยอยู่ในไทยมีค่าครองชีพที่ถูกกว่า จึงจ่ายค่าดูแลสุขภาพส่วนนี้อยู่ที่ประมาณปีละ 5 ล้านกว่าบาท

การลงทุนระบบอากาศบริสุทธิ์และการลดความเหนื่อยล้าในการตัดสินใจ 

นอกเหนือจากเครื่องมือต่าง ๆ คุณท๊อปยังลงทุนปรับปรุงระบบปรับอากาศเพิ่มเติม อีกประมาณ 1,000,000 บาท โดยติดตั้งเครื่องกรองอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA Filter เพื่อช่วยขจัดฝุ่นละอองและโมเลกุลที่เล็กที่สุด

ทำให้อากาศภายในเพนท์เฮ้าส์สะอาดบริสุทธิ์จนมีคุณภาพเสมือนอากาศในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งแตกต่างจากอากาศด้านนอกอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันภาวะเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจในตอนเช้า 

โดยทีมเลขาฯ จะตั้งกำหนดการทำกิจกรรมสุขภาพ ไว้ล่วงหน้ากว่า 30 ขั้นตอน เพื่อให้คุณท๊อปปฏิบัติตามโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

นอกจากนี้ เขายังมีทีมผู้เชี่ยวชาญส่วนตัวอยู่ในระบบจ่ายเงินเดือน  ได้แก่ เทรนเนอร์ส่วนตัว โค้ชโยคะ 4 คน และโค้ชยืดเส้นอีก 4 คน เพื่อให้มั่นใจว่า จะสแตนด์บายสลับสับเปลี่ยนมาดูแลร่างกายเขาทุกวัน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายตกกลม ๆ อยู่ที่ประมาณเดือนละ 500,000 บาท

อาหารสุขภาพสูตรเฉพาะและการจ้างงานเชฟระดับมาสเตอร์เชฟ 

ในแง่ของอาหารเพื่อสุขภาพ คุณท๊อปนำสูตรอาหารบำรุงกว่า 80 สูตรที่ส่งมาจาก Brian Johnson มาปรับใช้ เนื่องจากอาหารสุขภาพทั่วไปมักมีรสชาติที่ไม่อย่อย เขาจึงทำการคัดเลือกเชฟอย่างเข้มงวดจากทั่วประเทศกว่า 10 คน จนได้ “เชฟลูกจรรย์” เชฟระดับมาสเตอร์เชฟ เพียงหนึ่งเดียวมาปรุงอาหารสุขภาพให้อร่อยถูกปากคนไทย

โดยใช้วัตถุดิบคุณภาพดีที่สุดแบบ Farm to Table ซึ่งเฉพาะค่าวัตถุดิบอาหารอย่างเดียวสูงถึง 300,000 บาทต่อปี ไม่รวมค่าเหนื่อยของเชฟลูกจันทร์ที่ตกมื้อละ 70,000 บาท

ตัวอย่างเมนูที่นำเสนอคือ Sweet potato หรือมันหวานที่นำมาปรุงแต่งเลียนแบบขนมปังโดยไม่มีแป้งผสม มีรสชาติลึกซึ้ง และตัดด้วยรสเปรี้ยวจากซีตรัสอย่างกลมกล่อม

การรับแสงแดด ดื่มน้ำ และอาหารเสริมบำรุงลึกระดับเซลล์ 

เมื่อย้ายขึ้นมาที่บริเวณชั้น 42 ซึ่งเป็นพื้นที่ดาดฟ้าส่วนตัวของเพนท์เฮ้าส์ เพื่อรับแสงอาทิตย์อย่างเต็มที่ จะเป็นเวลาที่คุณท๊อปต้องทานอาหารเสริม เป็นจำนวนมหาศาลถึงประมาณ  30 เม็ด 

น้ำดื่มที่ใช้ทานยาต้องสะอาดเป็นพิเศษโดย ผ่านเครื่องกรองน้ำขจัดไมโครพลาสติกมูลค่า 65,000 บาท มีการหยอดของเหลวที่ช่วยฟื้นบำรุง Cellular Hydration  มูลค่าขวดละ 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,000 กว่าบาท) และใส่เกลือหิมาลัย ลงไปเพื่อเพิ่มสารอาหารแร่ธาตุให้กับน้ำดื่มด้วย 

ซึ่งค่า อาหารเสริม  ของคุณท๊อป ตกปีละประมาณ  120,000 บาท  ตกเดือนละ 10,000 บาท

คุณท๊อปมองว่า ค่าอาหารเสริมเหล่านี้ไม่ได้แพงเกินไปหากเทียบกับการนำเงินไปซื้อของฟุ่มเฟือยอื่น ๆ 

นอกเหนือจากนี้เขายังมีเครื่องดื่มปั่นเพื่อสุขภาพ  ที่อุดมไปด้วยโปรตีน ครีเอทีน และคอลลาเจน ปั่นรวมกันเป็นสมูทตี้รสชาติหอมมัน ที่ไม่มีนม

อุปกรณ์ดูแลช่องปาก หนังศีรษะ และตู้เสื้อผ้าสั่งตัดราคาหลักล้าน 

ในโซนห้องนอนและห้องน้ำส่วนตัว มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเฉพาะตัวหลายอย่าง เริ่มจาก “ซันแลมป์”  สำหรับสร้างแสงแดดเทียมต้อนรับรุ่งเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น มีหมวกเลเซอร์แสงสีแดง มูลค่า 90,000 บาท สวมใส่เพื่อดูแลหนังศีรษะและป้องกันผมร่วง

ในห้องน้ำมีระบบการดูแลช่องปาก 2 ขั้นตอน แยกแปรงสีฟันสำหรับเช้าและเย็น มีทั้งแปรงธรรมดาและไฟฟ้า ร่วมกับการใช้เครื่องฉีดฟัน และที่ขูดลิ้นขจัดสิ่งสกปรก

สำหรับตู้เสื้อผ้า คุณท๊อปมีชุดสูทหรูหราเซ็ตละ 3 ชิ้น (เสื้อนอก กางเกง และเสื้อกั๊ก) มูลค่าชุดละ 300,000 บาท จำนวน 4 เซ็ต รวมมูลค่า 1.2 ล้านบาท โดยจะตัดชุดใหม่เปลี่ยนทุก ๆ 6 เดือน คิดเป็นประมาณ 2.4 ล้านบาทต่อปี  เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ระดับสากลเมื่อต้องเดินทางไปร่วมงาน World Economic Forum

นอกจากนี้ ชุดฟอร์มของทีมเลขาฯ ทั้ง 8 คน ก็เป็นชุดสั่งตัดพิเศษ ราคาตัวละ 15,000 บาท รวมมูลค่า 120,000 บาท

หน้ากากบำรุงผิวก่อนนอนและเตียงนอนไฮเทคปรับอุณหภูมิแยกซีก 

ก่อนเข้านอน คุณท๊อปและแฟนจะสวมหน้ากากแสงสีแดง มูลค่าอันละ 30,000 บาท เป็นเวลา 1 ชั่วโมงเพื่อฟื้นบำรุงผิว ในห้องนอนยังมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศถึง 3 ตัว เพื่อควบคุมและลดอุณหภูมิห้องลงเหลือ 16 องศาเซลเซียสในช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นสภาวะห้องที่เย็นและมืดที่สุดที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนอนหลับลึก

เตียงนอนที่ใช้งานคือ เตียงปรับอุณหภูมิอัจฉริยะ “Sleep B”  มูลค่าประมาณ 600,000 บาท เมื่อรวมค่าขนส่งนำเข้าจะตกอยู่ราว ๆ 1,000,000 บาท  เตียงนี้สามารถปรับอุณหภูมิแยกฝั่งซ้าย-ขวาได้ โดยจะเริ่มต้นปรับให้อุ่นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ร่างกายหนาวเกินไปตอนแอร์เริ่มทำงาน จากนั้นจะค่อย ๆ ปรับลดอุณหภูมิให้เย็นลงขณะคุณท๊อปนอนหลับลึก และจะค่อย ๆ อุ่นขึ้นพร้อมสั่นปลุกให้ตื่นในตอนเช้า

บทสรุปงบประมาณรวมรายปี และทัศนะอิสรภาพอันปราศจากพันธนาการ 

ในช่วงบทสรุปของรายการ ทางทีมเลขาฯ ส่วนตัวได้เปิดเผยข้อมูลการเงินว่า เฉพาะค่าอุปกรณ์และเครื่องมือเพื่อสุขภาพ นั้นมีมูลค่าสูงถึงปีละ 10,000,000 บาท และเมื่อนำมาคำนวณรวมกับค่ากินอยู่ ค่าจ้างเชฟ ค่าอาหาร และค่าเช่าเพนท์เฮ้าส์ทั้งหมดแล้ว คุณท๊อปมีค่าใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิตและการยืดอายุขัยนี้ตกอยู่ที่ประมาณปีละ 20,000,000 บาท

สุดท้าย คุณท๊อปได้ฝากแง่คิดเกี่ยวกับมุมมองการไม่ยอมซื้อบ้านของตนเองว่า ทุกอย่างมันมี “ค่าเสียโอกาส”  คือเราไม่ได้เอาเงินตรงนั้นมาจมไว้กับบ้าน เราเอาไปลงทุนต่อได้ 

Opportunity Cost คือแทนที่จะมีชีวิตแบบที่มีบริการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ แต่ก็ต้องมาแลกกับการที่ต้องไปลงกับวัตถุอันนั้นแค่ 1 ชิ้น แล้วมันก็เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ แล้วก็เพิ่มความกังวล และดึงอิสรภาพจากเราไป ทุกอย่างมันมีทั้งข้อดีข้อเสีย เราไปมองว่า  ถ้าในที่สุดเราได้เป็นเจ้าของบ้านแล้ว แล้วบางคนก็ถือโฉนดลง facebook ดีใจได้ 1 วัน แล้วก็ต้องผ่อนต่อตลอดชีวิต กลายเป็นกรงทอง เป็นชีวิตที่หนัก ผมต้องการชีวิตที่เบา ชีวิตที่มีอิสรภาพ 


มุมมองผู้เขียน : เรื่องราวของท๊อป จิรายุส สะท้อนแนวคิดที่ขัดกับความเชื่อดั้งเดิมของคนไทยเรื่องการมีบ้านมีรถอย่างชัดเจน และเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของผู้นำในวงการคริปโตที่เลือกใช้ชีวิตเพื่อรักษาอิสรภาพ และสร้างความยืดหยุ่นในการมองหาโอกาสทางธุรกิจ