bitkub-banner

เจาะลึกอัปเกรดใหญ่ Cardano Hardfork “Van Rossem” ส่งผลอย่างไรกับผู้ใช้

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • เครือข่าย Cardano (ADA) เปิดใช้งานฮาร์ดฟอร์ก “Van Rossem” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2026 ดันเครือข่ายหลักเข้าสู่โปรโตคอลเวอร์ชัน 11 ช่วยลดต้นทุนการรัน Smart Contract และวางรากฐานสำหรับการขยายเครือข่ายในอนาคต
  • นี่คือฮาร์ดฟอร์กครั้งแรกในประวัติศาสตร์ Cardano ที่ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดย Input Output ผู้สร้างเครือข่าย แต่ผ่านการเสนอ อภิปราย และรับรองผ่านระบบกำกับดูแลบนเชนทั้งหมดในยุค Voltaire โดยได้รับเสียงโหวตเห็นชอบจากทั้งตัวแทนผู้รับมอบสิทธิ์ คณะกรรมการรัฐธรรมนูญ และผู้ดูแลโหนดพูล
  • ผู้ใช้งานทั่วไปจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนในชีวิตประจำวัน แต่ประโยชน์จะค่อย ๆ ไหลผ่านแอป DeFi และ NFT ที่ต้นทุนการประมวลผลลดลง พร้อมปูทางสู่ฮาร์ดฟอร์กถัดไปอย่าง Dijkstra ที่จะนำ Ouroboros Leios มาเพิ่มความเร็วธุรกรรมในช่วงปลายปีนี้

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral 

การอัปเกรดครั้งนี้เป็นการปรับปรุงเชิงเทคนิคที่ไม่กระทบโครงสร้างธุรกรรมหรือค่าธรรมเนียมพื้นฐานในทันที นักลงทุนส่วนใหญ่มองเป็นข่าวเชิงพัฒนาการระยะยาวมากกว่าปัจจัยที่จะขับเคลื่อนราคาระยะสั้น ผลบวกที่แท้จริงต้องรอให้นักพัฒนานำ Plutus เวอร์ชันใหม่ไปใช้งานจริงก่อน

เครือข่าย Cardano (ADA) ได้เปิดใช้งานการอัปเกรดฮาร์ดฟอร์ก ที่มีชื่อว่า “Van Rossem” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เครือข่าย Mainnet ก้าวเข้าสู่โปรโตคอลเวอร์ชัน 11 ซึ่งการอัปเกรดครั้งนี้ ช่วยลดต้นทุนการรัน Smart Contract  และเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับโครงสร้างการขยายเครือข่ายในอนาคต

แต่ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในรอบนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ “ผู้กุมอำนาจในการสั่งการอัปเกรด” เพราะนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ Cardano ที่การอัปเกรด ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดย Input Output (IOG) บริษัทวิศวกรรมผู้สร้างและออกแบบบล็อกเชนนี้ตั้งแต่ต้น

ซึ่งในอดีต การ Hard Fork ทุกครั้งของ Cardano มักจะถูกประสานงานแบบสั่งการจากบนลงล่าง โดยองค์กรผู้ก่อตั้งเครือข่าย นำโดย Input Output แต่สำหรับการ Hard Fork อย่าง Van Rossem นั้น ถูกเสนอ อภิปราย และรับรองผ่านระบบการกำกับดูแลบนบล็อกเชนของ Cardano ทั้งหมด ซึ่งเป็นกรอบการทำงานที่ถูกนำเสนอเข้ามาในยุค Voltaire เพื่อเปิดโอกาสให้เหล่าผู้ถือเหรียญและผู้ร่วมเครือข่าย สามารถลงคะแนนโหวตเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลได้โดยตรง

เจาะลึกผลคะแนนโหวต 

ข้อมูลบนบล็อกเชนจาก Cardanoscan แสดงให้เห็นว่า เครือข่ายได้เปลี่ยนผ่านจากเวอร์ชัน 10 ใน Epoch 643 ไปสู่เวอร์ชัน 11 ใน Epoch 644 โดยมีผลบังคับใช้ เมื่อวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม เวลา 21:44 น. UTC หลังจากได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 

การผ่านมติในครั้งนี้ ต้องได้รับการอนุมัติจากองค์กรอิสระ 3 ฝ่าย ซึ่งผลคะแนนแสดงให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่ายอย่างน่าสนใจ

1. ตัวแทนผู้รับมอบสิทธิ์  เปรียบเหมือนสมาชิกลูกขุนหรือ ส.ส. ที่ผู้ถือเหรียญ ADA ลงคะแนนเลือกตั้งมา เทคะแนนเห็นชอบถึง 78.97% จากเกณฑ์ขั้นต่ำ 60%

2. คณะกรรมการรัฐธรรมนูญ  มีหน้าที่ตรวจดูว่า ข้อเสนอผิดต่อรัฐธรรมนูญของ Cardano หรือไม่ โดยมีการลงมติผ่านอย่างเป็นเอกฉันท์ทั้ง 7 เสียง ซึ่งต้องการเสียงขั้นต่ำ 5 เสียง

3.ผู้ดูแลโหนดพูล กลุ่มคนที่รันโครงสร้างพื้นฐานจริงของ Cardano ลงมติอนุมัติที่สัดส่วน 53.02% ซึ่งเป็นตัวเลขที่เฉียดฉิวที่สุด 

โดยเป็นการตอกย้ำว่า ในระบบการบริหารแบบกระจายศูนย์  ผลลัพธ์หรือทิศทางที่ผู้ก่อตั้งต้องการ จะไม่ได้รับการการันตีว่าจะเกิดขึ้นจริงอีกต่อไป เพราะอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดได้เปลี่ยนไปอยู่ในมือของชุมชนเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งภายใต้รัฐธรรมนูญของ Cardano การจะอัปเกรดระบบได้นั้น จำเป็นต้องมีผู้ดูแลโหนด ที่รันซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่รวมกันอย่างน้อย 85% ของเครือข่ายเสียก่อน 

โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า การอัปเดตเป็นไปอย่างรวดเร็วเกินคาด มีผู้ดูแลโหนดที่รันซอฟต์แวร์เวอร์ชัน 11 พร้อมใช้งานล่วงหน้าแล้ว สูงถึงประมาณ 93% ของกำลังการผลิตบล็อกทั้งหมด

ความหมายของเวอร์ชัน 11

ในทางเทคนิค เวอร์ชัน 11 เป็นการอัปเกรดภายในยุคเดิม  จึงไม่มีการเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกรรม ทำให้ระบบนิเวศภายนอกปรับตัวได้ง่าย 

สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ ฟีเจอร์ใหม่บน Plutus แพลตฟอร์มที่นักพัฒนาใช้เขียน Smart Contract บน Cardano  เพื่อรวมฟังก์ชันของทั้ง 3 เวอร์ชันเข้าด้วยกัน ช่วยให้แอปพลิเคชันรุ่นเก่าใช้งานฟังก์ชันใหม่ๆได้ พร้อมทั้งคุมเข้มกฎการตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีแยกประเภท เพื่อป้องกันไม่ให้มีโหนดพูล 2 แห่งใช้รหัสกุญแจระบุตัวตนซ้ำกัน 

ทั้งนี้ รายงานจาก Input Output ระบุว่า การอัปเกรดครั้งนี้ เป็นการปูทางไปสู่ Hard Fork ยุคถัดไปอย่าง Dijkstra ซึ่งจะนำระบบเอกสิทธิ์อย่าง Ouroboros Leios เข้ามาช่วยเพิ่มความเร็วการทำธุรกรรมต่อวินาที (TPS) อย่างมหาศาล โดยไม่ลดทอนความปลอดภัย ซึ่งคาดว่า จะเปิดตัวในช่วงหลังของปี 2026 นี้ 

โดย ชื่อฮาร์ดฟอร์ก Van Rossem ตั้งขึ้น เพื่อเป็นเกียรติแก่ Max van Rossem ผู้มีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญของ Cardano ซึ่งเสียชีวิตในเดือนตุลาคม 2025

สิ่งที่ผู้ใช้งาน ADA จะได้รับ และภาพใหญ่ในอนาคต

สำหรับผู้ถือครอง หรือผู้ใช้จ่ายเหรียญ ADA ทั่วไป จะไม่พบความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในการใช้งานประจำวัน ธุรกรรมทุกอย่างยังคงทำงานเหมือนเดิม ไม่จำเป็นต้องอัปเดตกระเป๋าเงิน และค่าธรรมเนียมการโอนพื้นฐาน ไม่ได้ขยับเพิ่มหรือลดลง

แต่ประโยชน์ที่แท้จริงจะค่อย ๆ ส่งผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นบน Cardano โดยการปรับปรุงระบบ Plutus นี้ จะช่วยลดต้นทุนการประมวลผล Smart Contract ซึ่งเป็นโค้ดเบื้องหลังแอป DeFi และตลาด NFT เนื่องจากค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้จ่ายส่วนหนึ่งนั้น มาจากกำลังการคำนวณที่ Smart Contract ต้องใช้ ทำให้การประมวลผลที่ถูกลง ช่วยให้เหล่านักพัฒนาสามารถลดค่าธรรมเนียมต่อธุรกรรมลงได้ในอนาคต เมื่อพวกเขานำโค้ดไปเขียนปรับปรุงใหม่

แต่ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้ถือเหรียญ ADA คือ “อำนาจในการกำหนดทิศทางของอนาคต” เพราะจากเดิมที่บริษัทแม่จะเป็นผู้กำหนด Roadmap แล้วผู้ใช้งานทำได้แค่ยิ้มรับ การอัปเกรด Van Rossem ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ผู้ถือเหรียญ ADA มีสิทธิ์โหวตและอนุมัติการเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลได้ด้วยตัวเอง 

นี่คือความแตกต่างระหว่างการเป็นแค่ผู้ถือเหรียญบนเครือข่ายที่มีคนอื่นขับเคลื่อน กับการมีสิทธิ์ออกเสียงอย่างเป็นทางการในฐานะเจ้าของระบบ 

ในขณะเดียวกัน การอัปเกรดที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสัมผัสได้ถึงความเร็วอย่างแท้จริงคือ Ouroboros Leios ที่กำลังจะตามมาในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดเวลาการยืนยันธุรกรรมและขยายความจุของเครือข่าย ในยามที่มีการใช้งานหนาแน่นได้อย่างแท้จริง

ที่มา : coindesk


มุมมองผู้เขียน : การที่ Cardano สามารถผ่านฮาร์ดฟอร์กขนาดใหญ่โดยไม่ต้องพึ่งพา Input Output เป็นหัวหอกอีกต่อไป ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันว่าโครงการนี้กำลังเดินตามปรัชญา Decentralization ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ยุค Voltaire อย่างจริงจัง