สรุปข่าว
- ในงาน WebX2026 สามผู้บริหารระดับแถวหน้าจากวงการบล็อกเชน การเงิน และกระดานเทรดคริปโตฯ ร่วมพูดคุยถึงเหตุผลที่คริปโตฯ และบล็อกเชนยังไม่แทรกซึมเข้าสู่สังคมอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งที่ผ่านมากว่า 10 ปีแล้ว
- วงเสวนาชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นแล้วเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนบัญชีคริปโตฯ ในญี่ปุ่นที่ทะลุ 10 ล้านบัญชี หรือการที่เอ็กซ์เชนจ์กำลังปรับตัวสู่โครงสร้างแบบสถาบันการเงินเต็มรูปแบบ
- มองไปถึงปี 2030 คาดว่า สินทรัพย์คริปโตฯ อาจขยับจากสัดส่วนต่ำกว่า 1% ขึ้นไปแตะราว 10% ของสินทรัพย์ทางการเงินส่วนบุคคลในญี่ปุ่น
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
เนื้อหาในวงเสวนาเป็นการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างและมุมมองระยะยาวต่ออุตสาหกรรมคริปโตฯ ในภาพรวม ไม่ได้พาดพิงถึงเหรียญหรือโปรเจกต์ใดเป็นการเฉพาะ จึงไม่น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อราคาสินทรัพย์ในระยะสั้น แต่เนื้อหาสะท้อนความเชื่อมั่นเชิงบวกต่อทิศทางระยะยาวของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องกฎหมาย Clarity Act ของสหรัฐฯ และการเติบโตของ Stablecoin ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นในระยะกลางถึงยาว
ในงาน WebX2026 มีเวทีเสวนาหัวข้อ “ทำไมคริปโตฯ ถึงยังเปลี่ยนแปลงสังคมได้ไม่สมบูรณ์ ? มองอดีตและอีก 10 ปีข้างหน้าจากหลากมุมมอง” ซึ่งได้รวบรวมผู้บริหารจาก 3 ภาคส่วนสำคัญของวงการ ทั้งจากโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชน, ระบบการเงินดั้งเดิม และกระดานเทรดคริปโต มาร่วมพูดคุย
ได้แก่ Sota Watanabe ซีอีโอของ StarSite Group, Kazuo Miura ผู้บริหารระดับสูงของ Simplex และ Tomohiko Kondo ประธานและซีอีโอของ SBI VC Trade โดยมี Takayuki Masuda บรรณาธิการบริหารของ NADA NEWS ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ วงสนทนาพาย้อนมองเส้นทางเกือบ 10 ปีของอุตสาหกรรมนี้ พร้อมชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นแล้วโดยที่คนทั่วไปแทบไม่รู้ตัว
จุดเริ่มต้นที่แตกต่าง แต่มาบรรจบกันที่บล็อกเชน
Sota Watanabe ซีอีโอของ StarSite Group เล่าว่า ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ในปี 2016 ขณะที่เขากำลังค้นหาเส้นทางอาชีพ เขาตระหนักว่า เทคโนโลยีคือสิ่งเดียวที่จะช่วยแก้ปัญหาสังคมได้ และหลังจากที่ได้อ่านบทความเกี่ยวกับบล็อกเชนในนิตยสาร WIRED เขาจึงตัดสินใจเลือกเส้นทางบล็อกเชน มากกว่า AI

ฝั่ง Kazuo Miura ผู้บริหารระดับสูงของ Simplex เล่าว่า Simplex ซึ่งเป็นบริษัทเชี่ยวชาญด้านระบบ FX ได้เริ่มก้าวเข้าสู่คริปโตช่วงปี 2017 หลังลูกค้าที่ใช้ระบบเทรดเงินดอลลาร์-เยนเริ่มสนใจ Bitcoin และบริษัทเปิดให้บริการจริงต้นปี 2018
ขณะที่ Tomohiko Kondo ประธานและซีอีโอของ SBI VC Trade เผยว่า ตนเองย้ายมารับผิดชอบธุรกิจคริปโตภายในเครือ SBI Group เมื่อปี 2019 จากเดิมที่ดูแลธุรกิจอัตราแลกเปลี่ยน FX ซึ่งการย้ายสายงานครั้งนั้นทำให้เขาได้เข้ามาสัมผัสกับ Bitcoin อย่างจริงจัง
สิ่งที่ใช้เวลานานเกินคาด และอุปสรรคที่ผ่านมา
Kazuo Miura มองว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนมีศักยภาพมาตลอด แต่การผลักดันความร่วมมือระหว่างองค์กรกลับติดขัด เพราะการทำ Digital Transformation ของแต่ละบริษัทยังไม่พร้อม ทำให้เจอปัญหาเอกสารจำนวนมหาศาล และการพูดคุยเรื่องการนำไปใช้จริงเกิดขึ้นช้ากว่าที่คิด โดยเขามองว่า เมื่อบริษัทต่างๆ พร้อมกว่านี้ โครงการดีๆ จะเพิ่มขึ้นตามมา และเชื่อว่าจังหวะนั้นกำลังใกล้เข้ามาทีละน้อย

ขณะที่ Tomohiko Kondo ชี้ให้เห็นถึง เหตุการณ์การแฮกกระดานเทรดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น Coincheck ในปี 2018, BITPOINT ในปี 2019 และ DMM Bitcoin ในปี 2024 แม้ว่าผู้ใช้จะไม่สูญเสียเงินเนื่องจากบริษัทแม่เข้ามาจ่ายชดเชยให้ทั้งหมด แต่เหตุการณ์เหล่านี้ก็ทำให้ภาครัฐต้องคุมเข้มกฎระเบียบ ส่งผลให้บริษัทต้องเสียเวลา และต้นทุนมหาศาลในการตอบสนองกฎเกณฑ์ของรัฐ
ส่วน Sota Watanabe มองว่า การแพร่กระจายของเทคโนโลยีมักเดินตามเส้นโค้งแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล ไม่ใช่เส้นตรงตามที่คนทั่วไปคาดหวัง และตอนนี้ยังไปไม่ถึงจุดที่คนคาดหวังไว้ เขาคาดว่า อีก1-2 ปีข้างหน้าจะ เกิดจุดเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว โดยปัจจัยหลักมาจากนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ที่ผลักดันการเงินบนบล็อกเชน (On-chain Finance) เป็นวาระระดับชาติ พร้อมชี้ว่า ผลลัพธ์ของกฎหมาย Clarity Act ในสหรัฐฯ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่ง
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่คนมองไม่เห็น
Miura เผยว่า ปัจจุบันมีบัญชีผู้ใช้คริปโตในญี่ปุ่นผ่านระบบของ Simplex ทะลุ 10 ล้านบัญชีแล้ว และกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มั่นคง ขณะที่คริปโตเริ่มได้รับการยอมรับในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ซึ่งมีจำนวนใกล้เคียงกับบัญชี NISA ของญี่ปุ่นที่มีอยู่ราวประมาณ 30 ล้านบัญชี
ด้าน Kondo เล่าว่า ธุรกิจกระดานเทรดของ SBI Group กำลังปรับโครงสร้างไปสู่สถาบันการเงินเต็มรูปแบบ โดยเปลี่ยนผ่านจากกฎหมายการชำระเงิน ไปสู่กฎหมายซื้อขายสินค้าทางการเงิน ซึ่งหลังบ้านมีการปรับปรุงระบบให้ปฏิบัติตามกฎหมาย อยู่ตลอดเวลา

ในมุมของโครงสร้างเทคโนโลยี Watanabe เปรียบเทียบได้อย่างน่าสนใจว่า ขณะที่ AI คือปฏิวัติฝั่งหน้าบ้านที่ผู้ใช้งานสัมผัสได้โดยตรง แต่บล็อกเชนคือ การ “ปฏิวัติระบบหลังบ้าน” กล่าวคือ ต่อให้หุ้นถูกเปลี่ยนเป็นโทเคนดิจิทัล หน้าตาแอปที่ผู้ใช้งานเห็นอาจไม่เปลี่ยนไป แต่ต้นทุนการดำเนินงานหลังบ้านจะลดลงมหาศาล เขายกตัวอย่าง Hyperliquid ซึ่งเป็น DEX ที่ใช้ทีมงานเพียง 13 คน แต่เคยสร้างปริมาณการซื้อขายได้มหาศาลทัดเทียมกับตลาดหุ้น NASDAQ
อุปสรรคสุดท้ายก่อนสังคมจะรับรู้การเปลี่ยนแปลง
Kondo มองว่า คนจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามีคนใช้งานจริงมากแค่ไหน เขายกตัวอย่างแคมเปญขนาดใหญ่ของ PayPay ว่า เป็นกลไกที่ช่วยกระจายเทคโนโลยีให้เข้าถึงคนหมู่มาก และมองว่า Stablecoins ยังไปไม่ถึงจุดที่คนทั่วไป รู้สึกถึงข้อดีในชีวิตประจำวัน แต่เขาก็เปรียบเทียบกับกรณีไอโฟนที่แพร่หลายในเวลาไม่ถึง 10 ปี และเชื่อว่า Stablecoins คงไม่ต้องรอนานขนาดนั้นกว่าจะแพร่หลาย
Miura ระบุว่า เงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งคือ ความคืบหน้าในการพัฒนา Stablecoins และโจทย์สำคัญคือ การหาพื้นที่ที่ดึงจุดเด่นของบล็อกเชนออกมาทำเป็นธุรกิจได้จริง แล้วผลักดันให้แพร่หลายในลักษณะที่เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนด้วย โดยเขายังกล่าวเสริมว่าในการพูดคุยกับสถาบันการเงินต่างๆ ประเด็นหลักมักวนเวียนอยู่ที่จะเริ่มก้าวแรกตรงไหนดี
ส่วน Watanabe ย้ำว่า คนทั่วไปไม่ได้สนใจว่า เทคโนโลยีเบื้องหลังคือ การทำ Tokenization หรือไม่ แต่มันจะแพร่หลาย เมื่อมีแอปพลิเคชันที่มี UI/UX ใช้ง่ายเหมือนเงินเยน และถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบริการแบบดั้งเดิม เหมือนกับการย้ายไปใช้ระบบ Cloud ในอดีต โดยที่คนแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
มองไปข้างหน้าถึงปี 2030
Kondo เผยตัวเลขว่า ปัจจุบันสินทรัพย์คริปโตฯ คิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่า 1% ของสินทรัพย์ทางการเงินส่วนบุคคลในญี่ปุ่น ที่มีมูลค่ารวมราว 2,400 ล้านล้านเยน เขาประเมินว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า สัดส่วนนี้อาจขยับขึ้นไปแตะราว 10% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 100 ถึง 200 ล้านล้านเยน
Miura คาดหวังว่า บล็อกเชนจะหลุดจากการเป็น “เทคโนโลยีพิเศษ” และกลายเป็นตัวเลือกเทคโนโลยีพื้นฐานทั่วไปที่ถูกเลือกใช้ตามความจำเป็นแบบปกติทั่วไป
Watanabe มองว่า การหลอมรวมกันระหว่าง AI กับบล็อกเชนอาจยังเร็วเกินไปสำหรับกรอบเวลาสี่ปี แต่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริงในราว 5-6 ปีข้างหน้า โดยยังเสนอมุมมองว่า AI agent อาจมีกิจกรรมออนไลน์เหนือกว่ามนุษย์ในบางมิติ และ AI agent เหล่านี้อาจใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลบนบล็อกเชนทำธุรกรรม จนปริมาณธุรกรรมแซงหน้ามนุษย์ได้ในที่สุด
สรุปปิดท้ายจากผู้ร่วมเสวนา
Kondo กล่าวว่า การที่กลุ่ม SBI มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ มาจากการลงทุนต่อเนื่องในด้านต่างๆ อย่าง Stablecoin พร้อมเรียกร้องให้ภาคธุรกิจกล้าตัดสินใจมาลงทุน ก่อนที่การเติบโตแบบก้าวกระโดดจะมาถึง
ด้าน Miura ระบุว่า Simplex สนับสนุนระบบให้หลายบริษัทมาโดยตลอด แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก และตั้งใจจะทำงานอย่างจริงจังต่อไปในฐานะผู้สนับสนุนเบื้องหลัง
ขณะที่ Watanabe กล่าวสรุปได้อย่างน่าสนใจว่า บล็อกเชนคือหนึ่งในไม่กี่โอกาสที่ประเทศญี่ปุ่นจะสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำโลกในด้านเทคโนโลยีทั่วไปได้ ซึ่งการผ่อนคลายกฎระเบียบ และการสร้างผลงานในระดับโลกช่วง 2 ปีต่อจากนี้จะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
ที่มา : coinpost
มุมมองผู้เขียน : สิ่งที่น่าสนใจจากวงเสวนานี้ไม่ใช่การคาดการณ์ราคาหรือตัวเลขหวือหวา แต่คือมุมมองที่ตรงไปตรงมาว่า คริปโตฯ ยังไม่เปลี่ยนสังคมแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะมันกำลังแทรกซึมแบบเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง

