สรุปข่าว
- โครงการ TH-AI Passport แม้จะใช้งานฟีเจอร์ขั้นสูงได้บ้าง แต่ระบบล้าหลังและมีประสิทธิภาพไม่เทียบเท่ารุ่น Pro ตามเอกสาร TOR รวมถึงยังมีความไม่โปร่งใสอยู่บ้าง
- ผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่า โครงการไม่ได้แย่อย่างที่คิดแต่ก็ยังไม่ดีพอเมื่อเทียบกับการใช้งานโมเดลที่เปิดให้ใช้งานฟรีในบางกรณี ซึ่งหากยังอยากเดินหน้าต่อก็สามารถทำได้
- ผลสำรวจจากผู้ชมเห็นควรให้ยกเลิก พร้อมสะท้อนโจทย์ใหญ่ของประเทศเรื่องการเร่งสร้างทักษะและการตื่นตัวด้าน AI ของคนไทยที่ยังตามหลัง
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและ AI เมื่อไม่นานมานี้ได้ออกมาร่วมวิเคราะห์โครงการ TH-AI Passport และพบว่าระบบยังมีข้อจำกัดสูง ไม่ตรงตามสเปก TOR และยังสู้โมเดลฟรีในตลาดไม่ได้ แต่หากจะไปต่อ รัฐต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ และเน้นการอบรมสร้างทักษะและวิธีใช้จริงแก่ประชาชนแทนการแจกเครื่องมือเปล่าๆ เพียงอย่างเดียว แต่โดยรวมแล้วโครงการไม่ได้แย่อย่างที่คิด
เมื่อวันพุธที่ผ่านมารายการ The Standard Now ได้เชิญ 3 ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและ AI ได้แก่ คุณโดม เจริญยศ (ผู้ก่อตั้ง Dome Cloud), คุณปรเมศวร์ มินศิริ (ผู้ร่วมก่อตั้ง Warroom AI) และ รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ (ผู้อำนวยการสถาบัน IMC) เพื่อตอบคำถามที่ว่าโครงการ “TH-AI Passport” สามารถใช้งานได้ดีจริง หรือควรยกเลิกไม่ต้องทำต่อ
ความรู้สึกแรกหลังการใช้งานจริง
หลังจากที่ทั้ง 3 ท่านได้ทดลองใช้ TH-AI Passport แล้ว พบว่าตัวระบบ “ไม่ได้แย่ขนาดนั้น” เมื่อเทียบกับกระแสวิจารณ์ในแง่ลบก่อนหน้านี้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกลงไปในการใช้งานจริง กลับพบข้อจำกัดหลายอย่างที่ทำให้ระบบนี้ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งนำไปสู่คำถามในประเด็นถัดไปคือ “ทำไมถึงต้องใช้งานในเมื่อเวอร์ชันฟรีก็มีให้ใช้”
AI ฟรี vs. ตัวเสียเงิน
ในประเด็นนี้ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นที่มองต่างมุมกันตามลักษณะการใช้งาน โดยด้าน คุณปรเมศวร์ มองว่าโครงการดังกล่าวมีความคุ้มค่าสำหรับคนที่ไม่อยากจ่ายเงิน
คุณปรเมศวร์ทดลองใช้ฟีเจอร์ระดับสูง เช่น Deep Research, การให้ AI เขียนโค้ดเพื่อทำ Dashboard หรือการสร้างวิดีโอ และพบว่าระบบสามารถทำได้จริง ซึ่งปกติแล้วหากต้องการใช้งานฟีเจอร์เหล่านี้ผ่าน AI ตัวท็อปย่อมต้องเสียค่าสมาชิกรายเดือนรวมๆ กันหลักพันบาท แต่โครงการนี้นำมาให้คนไทยใช้ฟรี จึงมองว่าไม่แย่และมีประโยชน์
กลับกัน ดร.ธนชาติ แย้งว่า หากนำไปเทียบกับของฟรีในตลาดปัจจุบัน เช่น Gemini หรือ Qwen Studio ตัวฟรีเหล่านั้นสามารถทำ Deep Research หรือวิเคราะห์ไฟล์ได้ดีกว่า TH-AI Passport ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ เมื่อทดสอบฟังก์ชันพื้นฐาน เช่น การอัปโหลดไฟล์ขนาดใหญ่ หรือให้วิเคราะห์คลิปวิดีโอ YouTube ตัว TH-AI Passport กลับทำงานไม่รอดและเกิดข้อผิดพลาด
ขณะเดียวกัน คุณโดม วิเคราะห์ว่า โมเดลหลังบ้านที่โครงการเลือกใช้ ถือว่าเก่งและดีกว่าตัวฟรี แต่ปัญหาคือที่พบคือ เรื่องของ “Harness” หรือระบบที่เอามาครอบเพื่อควบคุม AI นั้นล้าสมัยมาก ขาดทักษะเฉพาะทาง ทำให้เมื่อนำมาเทียบการใช้งานจริงจึงสู้ระบบอื่นๆ ไม่ได้เลย
ประเด็นปัญหาเรื่องสเปก (TOR) และการจัดซื้อ
ปัจจุบันโครงการดังกล่าวยังคงติดปัญหาอย่างหนักในเรื่องของสเปกและการจัดซื้อ ซึ่งดร.ธนชาติ หยิบยกขึ้นมาว่าโครงการจริงไม่ตรงปกตาม TOR ในเอกสาร
ภายในเอกสาร TOR มีการระบุชัดเจนว่า เอไอที่จะนำมาใช้จะต้องเป็น Generative AI ที่เทียบเท่ากับรุ่น Pro หรือ Premium ที่ปกติใช้งานต้องมีการจ่ายเงิน แต่ผลกลับปรากฏว่าประสิทธิภาพที่ออกมากลับสู้รุ่น Pro ไม่ได้ และถูกนำไปเปรียบเทียบว่าด้อยกว่ารุ่นฟรีด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ วัตถุประสงค์โครงการยังต้องการให้มีการประมวลผลข้อมูลในประเทศ แต่รูปแบบที่เป็นอยู่ดูเหมือนจะเป็นเพียงการเรียกใช้โมเดลจากต่างประเทศ และที่สำคัญเลยก็คือกระบวนการของการหักเครดิตการใช้งานในปัจจุบันนี้ยังไม่โปร่งใส
ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า ระบบให้เครดิตมา 10,000 เครดิต แต่ไม่มีความชัดเจนเลยว่าการสร้างรูป 1 รูป หรือทำวิดีโอ 1 ครั้ง ถูกหักไปเท่าไหร่ ทำให้ผู้ใช้ไม่รู้ความคุ้มค่าที่แท้จริง
ควรไปต่อ หรือ ควรยกเลิก
หากผิด TOR ชัดเจน ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ควรยกเลิกและไม่ควรรับงานแต่หากรัฐบาลยังอยากผลักดันให้ไปต่อ ผู้เชี่ยวชาญมีข้อเสนอแนะเพื่อแก้เกมดังนี้:
เปิด API ให้คนเก่งไปต่อยอด รัฐไม่ควรยึดติดกับหน้าเว็บแชทเดิมๆ แต่ควรเปิด API ให้กลุ่ม Startup หรือ ผู้มีความสามารถสามารถดึงโควตา AI ตัวนี้ไปสร้าง Product หรือ Agent เฉพาะทางของตัวเองได้ ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อยอดได้มหาศาล
ถัดมาคือ การลงทุน Server ไทย ใช้ Open-Weight Model แทนที่จะนำงบไปจ่ายเป็นค่า Token ให้บริษัทต่างชาติและสูญเปล่าไปทุกปี รัฐควรเปลี่ยนมาลงทุนตั้งเซิร์ฟเวอร์ภายในประเทศ และนำโมเดลแบบ Open-Weight มาประมวลผลเอง ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เรามีโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ตอบโจทย์เรื่องความเป็นส่วนตัวและสร้าง อธิปไตย AI ของไทย ได้อย่างแท้จริง
ผู้เชี่ยวชาญมองว่าควรเลิกยึดติดตัวเลข 5 ล้านคน เพราะการให้คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึง AI ไม่ได้การันตีว่าประเทศจะเจริญขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องดูว่า พวกเขาเอาไปใช้ทำอะไร รัฐต้องนำข้อมูลตรงนี้มาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาประเทศต่อ และที่สำคัญคือต้องมี ระบบการสอน ให้คนต่างจังหวัดใช้งานเป็น ไม่ใช่แค่แจกเครื่องมือเปล่าๆ
ปัจจุบันความเหลื่อมล้ำระหว่าง คนที่ใช้ AI คล่อง กับ คนที่ใช้ไม่เป็น ได้เกิดขึ้นแล้ว และจะยิ่งถ่างกว้างขึ้นไปอีก โดยปัญหาคือคนไทยจำนวนมากยัง ไม่ตื่นตัวกับเรื่องนี้และไม่ตระหนักว่าเทคโนโลยี AI กำลังพัฒนาไปด้วยอัตราเร่งที่รวดเร็วมาก หากเรายังคงปรับตัวด้วยความเร็วเท่าเดิม ไม่ต้องรอถึง 1 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก
บทสรุป
แม้ผู้เชี่ยวชาญจะมองเห็นทางออกหากโครงการนี้จะไปต่อ แต่ความรู้สึกของภาคประชาชนดูเหมือนจะสวนทาง โดยผลโหวตจากผู้ชมรายการ The Standard Now กว่า 73% มองว่าควร ยกเลิก โครงการนี้ มีเพียง 27% ที่มองว่าควรไปต่อแบบแก้ไข
ประเด็นเรื่อง TH-AI Passport จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความคุ้มค่าด้านงบประมาณหรือการจัดซื้อจัดจ้างเท่านั้น แต่โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนต้องเร่งแก้คือ จะทำอย่างไรให้คนไทย ตื่นตัวเลิกมอง AI เป็นเพียงของเล่น และเร่งสร้างทักษะเพื่อนำเทคโนโลยีนี้มาใช้พัฒนาความสามารถ ก่อนที่ประเทศไทยจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในโลกยุค AI
ที่มา : Youtube

