bitkub-banner

Michael Saylor เตือนการแก้โปรโตคอล ของ Bitcoin ไม่ต่างอะไรจากการแก้ ‘รัฐธรรมนูญ’

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ไมเคิล เซย์เลอร์ ประธานบริษัท Strategy เปรียบกฎฉันทามติของ Bitcoin เป็นรัฐธรรมนูญ และมองว่า การแก้ไขกฎเหล่านี้คือ การโจมตีสิทธิทางเศรษฐกิจของผู้ใช้ทั้งเครือข่าย
  • ไมเคิล เซย์เลอร์ ขยายความจากบทความคัดค้าน BIP-110 ที่เคยเผยแพร่เมื่อ 18 กรกฎาคม โดยเตือนว่า ภัยคุกคามใหญ่ที่สุดของ Bitcoin ไม่ใช่ศัตรูภายนอก แต่คือการทุจริตจากภายในเครือข่ายเอง
  • ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า BIP-110 ยังได้รับสัญญาณสนับสนุนจากนักขุดเพียง 2.64% ซึ่งยังห่างไกลจากเกณฑ์ 55% ที่ต้องใช้ในการบังคับใช้จริง

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral

ประเด็นนี้เป็นเรื่องถกเถียงเชิงปรัชญาและธรรมาภิบาลของโปรโตคอลมากกว่าปัจจัยที่กระทบราคาโดยตรง ในระยะสั้นตลาดแทบไม่ตอบสนอง เพราะ BIP-110 เองก็ยังห่างไกลจากการถูกบังคับใช้ แต่ในระยะยาวหากข้อพิพาทเรื่องกฎฉันทามติทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นความขัดแย้งเปิดเผย ก็อาจสร้างความไม่แน่นอนต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนได้ในอนาคต

ไมเคิล เซย์เลอร์ ประธานบริษัท Strategy ได้โพสต์ข้อความลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา เปรียบเทียบกฎฉันทามติของ Bitcoin ว่า เป็นเสมือน “รัฐธรรมนูญ” พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามในการแก้ไขกฎเกณฑ์ดังกล่าวว่า เป็นการ “โจมตีสิทธิทางเศรษฐกิจ” 

โพสต์ดังกล่าวเป็นการขยายแนวคิด ที่เขาเคยหยิบยกขึ้นมาในบทความ  “110 เหตุผลว่าทำไม BIP-110 ถึงเป็นก้าวที่ผิด” ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ซึ่งคัดค้านข้อเสนอ การ Soft Fork Bitcoin ที่,uชื่อว่า “BIP-110”

ไมเคิล เซย์เลอร์ เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า “Bitcoin เป็นฝ่ายชนะแล้ว แต่ตอนนี้เราต้องเอาชีวิตรอด ให้ได้มากกว่าแค่ชัยชนะนั้น เพราะภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ศัตรูจากภายนอก แต่คือการฉ้อฉลจากภายใน”

เขายังระบุเสริมอีกว่า “การสร้างข้ออ้าง การแก้กฎเกณฑ์ และการลิดรอนสิทธิทางเศรษฐกิจ จะเปลี่ยนเสรีภาพให้กลายเป็นระบบสัมปทาน และเปลี่ยนกฎหมายให้กลายเป็นเครื่องมือในการปล้นชิง”

เช่นเดียวกับอารยธรรมที่สามารถเสื่อมถอยจากภายใน เมื่อกลุ่มอำนาจบางกลุ่มเข้าครอบงำกฎหมาย เขารู้สึกกังวลว่า Bitcoin อาจแปดเปื้อนในลักษณะเดียวกัน หากมีฝักฝ่ายใดฝักฝ่ายหนึ่งเข้าควบคุมกระบวนการสร้างฉันทามติ

ในโพสต์นี้ Saylor ได้ขยายการถกเถียงให้ไกลกว่าเรื่อง BIP-110 โดยครอบคลุมไปถึง Covenants (ฟังก์ชันสคริปต์ที่สามารถจำกัดเงื่อนไขการใช้งาน) และข้อเสนอเพิ่มขนาดบล็อก 

โดยเขามองว่า การกระทำเหล่านี้ แม้จะใช้วิธีการต่างกัน แต่โดยเนื้อแท้แล้ว เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญของ Bitcoin พร้อมวิจารณ์ว่า เป็นการ “กอบโกยของกลุ่มอำนาจบางกลุ่มในการเขียนกฎของ Bitcoin ขึ้นมาใหม่ แล้วผลักภาระ ทั้งเป้าหมาย ต้นทุน และความเสี่ยงของตนเอง ไปให้นักลงทุนทุกคนในเครือข่ายแบกรับ”

ความสำคัญของการปกป้องกลุ่มนักขุด และผลกระทบต่อระบบนิเวศ

เซย์เลอร์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ตลาดค่าธรรมเนียม”  โดยอธิบายว่า เนื่องจากรางวัลการขุด Bitcoin จะลดลงครึ่งหนึ่ง (Halving) ทุก ๆ ประมาณ 210,000 บล็อก 

ในระยะยาว ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมจะกลายเป็นแหล่งรายได้หลัก ที่ค้ำจุนความปลอดภัยของระบบ การกีดกันธุรกรรมที่จ่ายค่าธรรมเนียมอย่างถูกต้อง ผ่านกฎฉันทามติ จึงเป็นการลดงบประมาณความปลอดภัยในอนาคตลง ซึ่งเขามองว่านั่นคือ “การปลดอาวุธ ไม่ใช่การปกป้อง”

ยิ่งไปกว่านั้น การละเมิดสิทธิทางเศรษฐกิจนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับกลุ่มนักขุดเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงกระดานเทรด, ผู้ดูแลรับฝากสินทรัพย์ แอปพลิเคชัน, นักลงทุน และผู้ถือครองเหรียญ 

เซย์เลอร์ ได้ออกมาเตือนว่า หากเราปล่อยให้อำนาจทางการเมืองเข้ามาแทรกแซงเพื่อเปลี่ยนกฎ Consensus Rules  ของ Bitcoin ได้ ทุกคนก็จะหันไปเล่นเกมการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง แทนที่จะเน้นแข่งขันกันพัฒนาระบบ ซึ่งจะทำให้เกิดการทะเลาะแย่งชิงอำนาจในการแก้กติกาเป็นเรื่องปกติ 

ผลที่ตามมาคือ เงินทุนจะไหลออก นวัตกรรมหยุดชะงัก และความปลอดภัยของระบบลดลง จนทำให้ Bitcoin ไม่สามารถแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาได้เลย โดยอาจ แสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาได้เพียง 1% เท่านั้น

รูปแบบในอุดมคติของ Bitcoin และภาพรวมสถิติล่าสุด

สุดท้าย เซย์เลอร์ได้ย้ำจุดยืนว่า “Base Layer ของ Bitcoin ควรจะเรียบง่ายและเป็นกลาง โดยยังคงไว้ซึ่งความอุปทานที่จำกัด และความปลอดภัย” 

ส่วนนวัตกรรมต่าง ๆ ควรเกิดขึ้นในระดับ Edge/Higher Layers  ที่เกิดจากความสมัครใจและจำกัดผลกระทบของความล้มเหลวไว้ในวงแคบ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “The Modern Digital Asset Stack” ที่เขาเคยเสนอเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 

โดยมอง Bitcoin เป็น “ทุนดิจิทัล”  แล้วสร้างชั้นต่อยอดขึ้นไป เช่น ผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มี Bitcoin ค้ำประกัน, ผลิตภัณฑ์ตอบแทนอิงเงินเฟียต, และหุ้นดิจิทัล เช่น หุ้นสามัญ MSTR โดยเน้นย้ำว่า “ไม่มีความจำเป็นต้องไปเปลี่ยนแปลงตัว Bitcoin เลย”

สำหรับข้อเสนอ BIP-110 ที่เซย์เลอร์ออกมาคัดค้านนั้น ปัจจุบันยังคงขาดการสนับสนุนที่เพียงพอ โดยข้อมูลจากแดชบอร์ดสัญญาณการเปิดใช้งาน BIP-110 ระบุว่า มีสัญญาณสนับสนุนจากกลุ่มนักขุดเพียง 2.64% ซึ่งยังคงห่างไกลจากเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้สูงถึง 55% เพื่อให้ข้อเสนอนี้มีผลบังคับใช้

ที่มา : coinpost


มุมมองผู้เขียน : ดราม่านี้น่าจะยังไม่จบง่าย ๆ เพราะยิ่งใกล้ช่วงที่รางวัลบล็อกลดลงเรื่อย ๆ ประเด็นเรื่องค่าธรรมเนียมและความยั่งยืนของนักขุดจะยิ่งถูกหยิบมาพูดถึงบ่อยขึ้น ท่าทีแข็งกร้าวของเซย์เลอร์ในครั้งนี้อาจเป็นการวางรากฐานความคิดให้ชุมชน Bitcoin ระแวดระวังทุกข้อเสนอที่แตะโปรโตคอลชั้นฐานมากขึ้นในอนาคต แต่ก็ต้องจับตาว่าฝ่ายที่สนับสนุน BIP-110 จะมีข้อโต้แย้งกลับมาอย่างไร เพราะสุดท้ายแล้วทิศทางของ Bitcoin ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเสียงของคนคนเดียว แต่ด้วยฉันทามติของทั้งเครือข่าย