bitkub-banner

Ray Dalio เตือนฟองสบู่ AI เกิดขึ้นแล้ว คลิปไวรัลทะลุ 1.4 ล้านวิวใน 24 ชม.

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Ray Dalio เตือนว่า ตลาดหุ้น AI เกิดสัญญาณฟองสบู่ขึ้นแล้ว ทั้งราคาหุ้นที่ขึ้นเร็วกว่ากำไร การประเมินมูลค่าที่สูงเกินพื้นฐาน และการใช้เงินกู้เข้ามาเก็งกำไร
  • ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือเหตุการณ์ช็อกตลาด ซึ่งอาจนำไปสู่ Margin Call และแรงขายบังคับจากนักลงทุนที่ใช้ Leverage
  • หากฟองสบู่แตก ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดหุ้น แต่มีโอกาสลุกลามไปยังระบบเศรษฐกิจ สภาพคล่องของภาคธุรกิจ และการจ้างงานในวงกว้าง

แนวโน้มลผกระทบ: Bearish

Ray Dalio เตือนว่า ตลาดหุ้น AI เริ่มปรากฏสัญญาณฟองสบู่ชัดเจนขึ้น ทั้งราคาหุ้นที่พุ่งเร็วกว่าการเติบโตของกำไร การใช้เงินกู้เข้ามาเก็งกำไร และการประเมินมูลค่าบริษัทสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน จนมีภาพคล้ายวิกฤตปี 1929 และฟองสบู่ดอทคอมในปี 2000 เขามองว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจกระตุ้นให้เกิด Margin Call หรือการถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม จนนำไปสู่แรงเทขายรุนแรง และลุกลามถึงภาพรวมเศรษฐกิจ พร้อมแนะให้นักลงทุนเน้นการกระจายความเสี่ยง ถือสินทรัพย์อย่างทองคำ และเตรียมเงินสำรองสำหรับใช้ชีวิต แทนการไล่ลงทุนตามกระแส

Ray Dalio นักลงทุนระดับโลกและผู้ก่อตั้งกองทุน Bridgewater Associates ออกโรงเตือนว่า ตลาดหุ้น AI กำลังแสดง “สัญญาณคลาสสิกของภาวะฟองสบู่” อย่างชัดเจน แม้เขาจะยอมรับว่า AI คือเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกจริง แต่ราคาหุ้นที่พุ่งแรง การใช้เงินกู้เข้ามาเก็งกำไร และการประเมินมูลค่าบริษัทที่สูงเกินพื้นฐาน กำลังทำให้ภาพของตลาดคล้ายกับวิกฤตปี 1929 และฟองสบู่ดอทคอมในปี 2000 มากขึ้นเรื่อย ๆ

คำเตือนดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว หลังคลิปวิดีโอที่ Dalio พูดถึงประเด็นนี้มียอดรับชมทะลุ 1.4 ล้านครั้งภายในวันเดียว สะท้อนว่า ความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ แต่กำลังกลายเป็นคำถามสำคัญของตลาดทั่วโลก

ที่มา:Youtube/The Diary of CEO

เทคโนโลยีดี ไม่ได้แปลว่าหุ้นจะไม่มีคำว่า ‘แพงเกินไป’

Dalio อธิบายว่า ฟองสบู่มักเริ่มจากเทคโนโลยีใหม่ที่สร้างความตื่นเต้น ผู้คนเชื่อว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องต้องเติบโต จึงแห่ซื้อหุ้นโดยไม่สนใจมูลค่าที่แท้จริง บางรายถึงขั้นกู้เงินหรือใช้ Leverage เพื่อหวังผลตอบแทนที่มากขึ้น

ปัญหาคือ เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง นักลงทุนที่มีหนี้จะถูกบังคับให้ขายสินทรัพย์ออกมา ยิ่งขายพร้อมกันมากเท่าไร ราคาก็ยิ่งร่วงแรง และอาจลุกลามเป็นวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว

Dalio ยกตัวอย่างว่า หากซื้อหุ้น AI มูลค่า 100 ดอลลาร์ แล้วกู้เงินมาอีก 50 ดอลลาร์ แต่ราคาหุ้นร่วงเหลือ 25 ดอลลาร์ นักลงทุนจะเหลือสินทรัพย์ต่ำกว่าหนี้ทันที และอาจต้องรีบขายเพื่อหาเงินมาจ่ายให้กับธนาคาร

การขึ้นดอกเบี้ยอาจเป็นเข็มที่เจาะฟองสบู่ให้แตก

อีกปัจจัยสำคัญคือ การขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะต้นทุนการกู้ยืมจะสูงขึ้น นักลงทุนที่ใช้เงินกู้เก็งกำไรจึงต้องหาเงินสดมาจ่ายหนี้ และอาจถูกบังคับให้ขายหุ้นแม้ตลาดกำลังร่วงลงมา

Dalio ยังมองว่า ตลาด AI เริ่มมีหุ้นอยู่ในมือของนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย ใช้ Leverage สูง และลงทุนผ่าน ETF ที่มีความผันผวนมากขึ้น ซึ่งเป็นภาพที่มักพบก่อนฟองสบู่แตก

ฟองสบู่ AI กำลังชนกับวัฏจักรใหญ่ 80 ปี

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ครั้งนี้น่ากังวลกว่าฟองสบู่ทั่วไปคือ มันกำลังเกิดขึ้นในช่วงปลายของวัฏจักรใหญ่ 80 ปีที่ Dalio มองว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเปราะบางจากหลายปัญหาพร้อมกัน

รัฐบาลหลายประเทศมีหนี้สูงจนเหลือพื้นที่รับมือวิกฤตน้อยลง ขณะที่ความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น โดยชาวอเมริกันกลุ่มบน 10% ถือครองหุ้นประมาณ 90% ของตลาด นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ และจีน ยังเพิ่มความไม่แน่นอนให้ระบบเศรษฐกิจโลก

หากฟองสบู่ AI แตกในช่วงที่ปัญหาเหล่านี้กำลังทับซ้อนกัน ผลกระทบจึงอาจไม่ได้หยุดแค่ตลาดหุ้น แต่สามารถลามไปถึงเศรษฐกิจ การจ้างงาน และเสถียรภาพของรัฐบาลได้

ฟองสบู่แตก อาจลามถึงตลาดแรงงาน

เม็ดเงินมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ AI กำลังเร่งให้บริษัทต่างๆ ขยายธุรกิจ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว แต่หากตลาดพลิกกลับ บริษัทเหล่านี้อาจขาดสภาพคล่อง ต้องลดต้นทุน และปลดพนักงานจำนวนมาก

สถานการณ์ยิ่งน่ากังวล เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ AI เริ่มเข้ามาแทนที่งานประเภท Cognitive Labor หรืองานที่พึ่งพาการคิด วิเคราะห์ และประมวลผล หากบริษัทเทคโนโลยีลดคนพร้อมกับที่ธุรกิจอื่นเร่งใช้ AI ทดแทนแรงงาน ผลกระทบต่อการจ้างงานอาจรุนแรงกว่าวิกฤตตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียว

นักลงทุนควรถืออะไรในช่วงปลายวัฏจักร

Dalio มองว่า ทองคำยังเป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงที่โดดเด่น เพราะไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา และไม่ผูกติดกับภาระหนี้ของรัฐบาล เขาให้น้ำหนักทองคำมากกว่า Bitcoin แม้จะถือ BTC อยู่ราว 1% ของพอร์ต

ในทางกลับกัน เงินสดอาจไม่ใช่หลุมหลบภัยอย่างที่หลายคนคิด เพราะมูลค่าจะถูกเงินเฟ้อกัดกร่อน ขณะที่พันธบัตรมีโอกาสขาดทุนเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น ส่วนหุ้นก็อาจเผชิญการปรับฐานรุนแรงถึง 60-70% ในภาวะตลาดหมีรอบใหญ่

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่าควรซื้อสินทรัพย์ใด แต่คือ นักลงทุนมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับใช้ชีวิตกี่เดือน หากวันหนึ่งต้องขาดรายได้ เพราะ เงินสำรองสำหรับประคองชีวิตคือ แนวป้องกันด่านแรกก่อนจะคิดถึงผลตอบแทน

ที่มา:finance.biggo


มุมมองผู้เขียน: คำเตือนของ Dalio อาจทำให้หุ้น AI และเทคโนโลยีที่ราคาวิ่งไกลกว่ากำไรเผชิญแรงกดดันมากขึ้น แต่สุดท้ายตลาดจะไปต่อหรือสะดุด ยังขึ้นอยู่กับดอกเบี้ย สภาพคล่อง และผลประกอบการจริง มากกว่าคำเตือนจากใครเพียงคนเดียว