สรุปข่าว
- อาจารย์ พิริยะ สัมพันธารักษ์ หรือ “อ.ตั๊ม” หนึ่งในผู้เผยแพร่ความรู้ด้าน Bitcoin ของไทย โพสต์ผ่าน Facebook ส่วนตัว ขอโทษผู้ที่เคยซื้อ Coldcard จากคำแนะนำของเขา พร้อมยอมรับว่าประเมินความปลอดภัยของอุปกรณ์สูงเกินไป
- เขาระบุว่าผู้ใช้ Coldcard รุ่น Mk3 ที่สร้าง Seed Phrase ด้วยเฟิร์มแวร์ตั้งแต่เวอร์ชัน 4.0.1 เป็นต้นไป เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ขณะที่รุ่น Mk4, Mk5 และ Coldcard Q ก็อาจได้รับผลกระทบบางส่วนเช่นกัน
- อ.ตั๊ม แนะนำให้ผู้ใช้รีบย้ายสินทรัพย์ไปยังกระเป๋าใหม่โดยเร็วที่สุด และหากยังไม่มี Hardware Wallet สำรอง สามารถย้ายไปฝากไว้กับ Exchange ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. เป็นการชั่วคราว พร้อมยืนยันว่า Hardware Wallet แบรนด์อื่นไม่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่นี้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
เหตุการณ์นี้เป็นประเด็นด้านความปลอดภัยของ Hardware Wallet มากกว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาของ Bitcoin หรือคริปโตโดยตรง อย่างไรก็ตาม การออกมาให้คำแนะนำและแนวทางรับมืออย่างรวดเร็ว อาจช่วยลดความเสียหายของผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบ และลดความตื่นตระหนกในชุมชนคริปโตไทยได้ในระดับหนึ่ง
หลังเกิดเหตุช่องโหว่ครั้งใหญ่ของ Hardware Wallet ยี่ห้อ Coldcard ที่ส่งผลให้ผู้ใช้งานบางส่วนสูญเสีย Bitcoin จาก Seed Phrase ที่ถูกสร้างด้วยเฟิร์มแวร์ที่มีปัญหา อาจารย์ พิริยะ สัมพันธารักษ์ หรือ “อ.ตั๊ม” หนึ่งในผู้เผยแพร่ความรู้ด้าน Bitcoin ที่มีบทบาทในประเทศไทย ได้ออกมาโพสต์ขอโทษผู้ติดตามที่เคยตัดสินใจเลือกใช้อุปกรณ์ดังกล่าวจากคำแนะนำของเขา พร้อมยอมรับว่าในอดีตเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยของ Coldcard มากเกินไป และไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดเชิงเทคนิคอย่างเพียงพอ

ผู้ใช้รุ่นไหนเสี่ยง และควรดำเนินการอย่างไร
จากโพสต์ของ อ.ตั๊ม ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดคือผู้ใช้ Coldcard Mk3 ที่สร้าง Seed Phrase ด้วยเฟิร์มแวร์ตั้งแต่เวอร์ชัน 4.0.1เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบสร้างเลขสุ่มสำหรับ Seed Phrase ส่วนผู้ใช้ Mk4, Mk5 และ Coldcard Q แม้จะมี Secure Element เพิ่มเข้ามา แต่หากสร้าง Seed จากเฟิร์มแวร์ที่ได้รับผลกระทบก็ยังควรถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน โดยเขาแนะนำให้ผู้ใช้งานรีบสร้าง Seed ใหม่และโอนย้ายสินทรัพย์ออกจากกระเป๋าเดิมโดยเร็วที่สุด
หากยังหา Hardware Wallet ใหม่ไม่ได้ ให้ใช้ Exchange ที่ได้รับใบอนุญาตชั่วคราว
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือคำแนะนำสำหรับผู้ที่ยังไม่มี Hardware Wallet ตัวใหม่ใช้งาน โดย อ.ตั๊ม ระบุว่า ในสถานการณ์ฉุกเฉินสามารถโอนสินทรัพย์ไปเก็บไว้กับ Exchange ที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ของไทยเป็นการชั่วคราว ก่อนจะย้ายไปยังกระเป๋าใหม่เมื่อพร้อม แม้แนวทางดังกล่าวจะไม่สอดคล้องกับหลักการ Self-Custody ที่เขาสนับสนุนมาตลอด แต่เขามองว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าในช่วงที่ยังไม่สามารถย้ายไปยัง Hardware Wallet ตัวใหม่ได้
ยืนยันว่า Hardware Wallet แบรนด์อื่นไม่ได้รับผลกระทบ
อ.ตั๊ม ยังระบุเพิ่มเติมว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นปัญหาที่เกิดจากชุดโค้ดของ Coldcard โดยเฉพาะ ไม่ใช่ช่องโหว่ของ Hardware Wallet ทั้งอุตสาหกรรม พร้อมยืนยันว่า Hardware Wallet ยี่ห้ออื่น ๆ รวมถึง Foundation Passport ยังคงปลอดภัย เนื่องจากไม่ได้ใช้ชุดโค้ดที่มีปัญหาดังกล่าว พร้อมย้ำบทเรียนสำคัญของชุมชน Bitcoin ว่า “Don’t Trust, Verify” หรือไม่ควรเชื่อเพียงคำกล่าวอ้างของผู้ผลิต แต่ควรตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองให้มากที่สุด
ผู้เขียนมองว่า การออกมายอมรับข้อผิดพลาดและแจ้งแนวทางรับมืออย่างชัดเจนของ อ.ตั๊ม น่าจะช่วยให้ผู้ใช้งาน Coldcard ในไทยตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการตรวจสอบว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ และหากใช้งานเฟิร์มแวร์ที่ได้รับผลกระทบ ควรรีบสร้าง Seed Phrase ใหม่และโอนย้ายสินทรัพย์ทันที แทนที่จะรอให้เกิดความเสียหายก่อน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

