สรุปข่าว
- ศาลในกรุงลอนดอนได้ตัดสินลงโทษกลุ่มคนร้ายในคดีลักพาตัวและกรรโชกทรัพย์นักธุรกิจ Crypto ชาวฝรั่งเศสสองคนที่ถูกซุ่มโจมตีระหว่างการเดินทางมาเยือนลอนดอนและถูกกักขังนานกว่า 52 ชั่วโมงเพื่อบีบบังคับให้โอนเหรียญ Crypto มูลค่า 30,000 ดอลลาร์
- อัยการระบุว่าสาเหตุจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้อาจมาจากการที่ผู้เสียหายมักจะโพสต์โอ้อวดความร่ำรวยของตนเองผ่านทางโซเชียลมีเดียจนไปเตะตากลุ่มมิจฉาชีพที่กำลังมองหาเหยื่อ
- เจ้าหน้าที่ตำรวจลอนดอนได้ใช้ข้อมูลตำแหน่งจากโทรศัพท์มือถือและกล้องวงจรปิดในการแกะรอยจนสามารถช่วยเหลือตัวประกันและไล่ล่าจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้สำเร็จในขณะที่หัวหน้าแก๊งซึ่งเป็นผู้บงการหลักยังคงหลบหนีการจับกุม
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
เนื่องจากเหตุการณ์นี้เป็นคดีอาชญากรรมส่วนบุคคลที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานหรือสภาพคล่องของตลาด Crypto ในภาพรวม
ศาลในกรุงลอนดอนได้มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษกลุ่มคนร้ายในคดีลักพาตัวและกรรโชกทรัพย์ซึ่งมีผู้เสียหายเป็นนักธุรกิจ Crypto ระดับเศรษฐีชาวฝรั่งเศสจำนวนสองคน โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในระหว่างที่ผู้เสียหายเดินทางมาเยือนกรุงลอนดอนและถูกกลุ่มคนร้ายซุ่มโจมตีก่อนจะถูกจับเป็นตัวประกันนานกว่า 52 ชั่วโมงเพื่อบีบบังคับให้โอนเงิน Crypto มูลค่า 30,000 ดอลลาร์ให้กับกลุ่มมิจฉาชีพ
ทางด้านอัยการได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่าต้นเหตุของการตกเป็นเป้าหมายในครั้งนี้อาจมาจากการที่ผู้เสียหายมักจะโพสต์แสดงความร่ำรวยผ่านทางโซเชียลมีเดียจนทำให้กลุ่มคนร้ายเกิดความสนใจและวางแผนก่อเหตุ
ในการพิจารณาคดีศาลได้ตัดสินให้ Gerson Borges และ Mohamed Osman มีความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดในการกรรโชกทรัพย์และกักขังหน่วงเหนี่ยว ในขณะที่ผู้ร่วมขบวนการอย่าง Julius George รวมไปถึง Isaac Bakoya และ William Adebisi ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานกักขังหน่วงเหนี่ยว
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจลอนดอนเปิดเผยว่าหน่วยปฏิบัติการพิเศษได้ใช้ข้อมูลการระบุตำแหน่งจากโทรศัพท์มือถือร่วมกับการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อตามแกะรอยคนร้ายจนนำไปสู่การช่วยเหลือตัวประกันและสามารถจับกุมสมาชิกบางส่วนได้หลังจากการขับรถไล่ล่าอย่างดุเดือด อย่างไรก็ตามหัวหน้าแก๊งที่รู้จักกันในชื่อ Nino หรือ Ibrahim Mohamed ยังคงลอยนวลและหลบหนีการจับกุมอยู่จนถึงขณะนี้
ที่มา: binance news
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าคดีอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่นักลงทุน Crypto เริ่มมีให้เห็นบ่อยขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ชอบเปิดเผยข้อมูลความมั่งคั่งของตนเองบนโลกออนไลน์ ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจชั้นดีว่าความโปร่งใสของเทคโนโลยีบล็อกเชนเมื่อประกอบกับการเปิดเผยตัวตนในชีวิตจริงอาจนำมาซึ่งอันตรายที่คาดไม่ถึง แม้ว่าตัวระบบจะช่วยรักษาความปลอดภัยของสินทรัพย์ในระดับโครงสร้างได้ดีเยี่ยมแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดแล้วความปลอดภัยทางกายภาพของผู้ถือครองก็ยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญที่มิจฉาชีพเลือกใช้เป็นช่องทางในการโจมตีเสมอ

