bitkub-banner

Standard Chartered คาดการณ์ว่า Altcoin ตัวหนึ่งจะพุ่งขึ้น 2,500% ภายในเวลา 3 ปี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Standard Chartered คาดการณ์ว่า Chainlink จะพุ่ง 25 เท่าแตะราคา $200 ภายในปี 2030 เนื่องจากเป็นหัวใจสำคัญในยุคแปลงสินทรัพย์จริงเป็นโทเคน 
  • ธนาคารคาดว่ามูลค่าสินทรัพย์โทเคนบนเชนจะโตแตะ $4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 และสินทรัพย์ในระบบ DeFi จะพุ่งแตะ $2.7 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030
  • แม้ปัจจัยบวกจะดีแต่ Chainlink ยังคงมีความเสี่ยงจากการยอมรับของภาคสถาบันที่อาจล่าช้ากว่าคาด การแข่งขันจากคู่แข่งเฉพาะทาง และรอยรั่วทางเทคนิค

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

Standard Chartered ออกบทวิเคราะห์ใหม่โดย Geoff Kendrick คาดการณ์ว่าราคาเหรียญ Chainlink มีโอกาสพุ่งขึ้นราว 25 เท่า จากระดับ $8 ไปแตะ $200 ภายในปี 2030 เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานออราเคิลและระบบเชื่อมต่อข้ามเชนที่เปรียบเหมือนรางในการขับเคลื่อนสินทรัพย์โลกจริงสู่บล็อกเชน อย่างไรก็ดี ธนาคารเตือนถึงความเสี่ยงสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความล่าช้าของการปรับใช้ในภาคสถาบัน การแข่งขันจากคู่แข่งเฉพาะทาง และความผิดพลาดทางเทคนิคที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่น  

ธนาคารยักษ์ใหญ่ระดับโลก Standard Chartered  ได้เผยบทวิเคราะห์ใหม่และคาดการณ์ว่าราคาของ Chainlink (LINK) จะพุ่งขึ้นราว 25 เท่าตัวนับจากจุดนี้ภายในระยะเวลา 3 ปี

Geoff Kendrick หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลของ Standard Chartered ระบุในรายงานวิเคราะห์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า Chainlink คื อแพลตฟอร์มแบบ End-to-end เพียงแห่งเดียวในปัจจุบันที่สามารถรองรับสินทรัพย์รูปแบบโทเคนครบวงจร ครอบคลุมทั้งฝั่งการเงินแบบกระจายศูนย์ และการเงินแบบดั้งเดิม โดยเขามองเห็นศักยภาพอันมหาศาลของ Chainlink และคาดว่าราคาจะพุ่งขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ $8 ขึ้นไปสูงถึง $200 ก่อนสิ้นปี 2030

อนาคตของการ Tokenization

Standard Chartered คาดการณ์ว่ามูลค่าของสินทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคนและย้ายเข้ามาในบล็อกเชนจะเพิ่มขึ้นถึง $4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 เพิ่มขึ้นจาก $3.4 แสนล้านในปัจจุบัน 

ขณะเดียวกันสัดส่วนของสินทรัพย์ที่ถูกนำไปใช้ในระบบ DeFi จะปรับตัวสูงขึ้นจนอาจแตะระดับ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2030 ซึ่งคิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 37 เท่า

Kendrick ระบุว่า สินทรัพย์เหล่านี้จะยิ่งโหยหาข้อมูลยิ่งกว่าคริปโตเสียอีก เนื่องจาก กองทุนต่าง ๆ ต้องอัปเดตมูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมถึงข้อมูลประเภทของหุ้นตลอด ส่วนบอนด์ก็ต้องใช้ข้อมูลอัตราดอกเบี้ยและตารางการชำระเงิน ในขณะที่ Stablecoin ต้องการรายงานการตรวจสอบเงินสำรอง ซึ่งความต้องการข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ต่างก็ต้องพึ่งพาระบบข้อมูลภายนอกบล็อกเชน หรือ Oracle เป็นช่องทางเชื่อมโยงกลับไปทั้งสิ้น

สิ่งที่สนับสนุนการเติบโต 25 เท่า

นอกเหนือจากเรื่องคุณสมบัติของเครือข่ายแล้ว Standard Chartered ยังคาดการณ์ว่า การสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมของ Chainlink จะเติบโตขึ้นราว 25 เท่าภายในสิ้นปี 2030 โดยแบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจออราเคิลเดิมที่เป็นขากำลังหลัก และจากบริการเชื่อมต่อข้ามเชน

แม้โปรโตคอล CCIP ของ Chainlink จะมีวอลุ่มเป็นอันดับสอง แต่ก็ได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการย้ายสินทรัพย์มูลค่ากว่า $7 พันล้านดอลลาร์ หลังเกิดเหตุการณ์โจมตี Cross-chain bridge ของ LayerZero มูลค่า $292 ล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน 2026 ส่งผลให้วอลลุ่มไตรมาสสองเพิ่มขึ้นถึง 353% เมื่อเทียบเป็นรายปี 

การเติบโตของค่าธรรมเนียม 25 เท่านี้เองที่เป็นฐานสนับสนุนคาดการณ์ราคาเหรียญ LINK ให้เติบโตขึ้น 25 เท่าเช่นกัน ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่แซงหน้าทั้ง Bitcoin และ Ethereum

Kendrick กล่าวว่า ถัดจากนี้รายได้หลักของ Chainlink จะเริ่มเปลี่ยนฝั่งจาก DeFi เป็นหลักมาสู่ภาคการเงินดั้งเดิมมากขึ้นเรื่อยตามการขยายตัวของ Tokenization โดยปัจจุบันมีสถาบันชั้นนำระดับโลกมากมายเข้ามาใช้งานระบบแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Swift, DTCC, Euroclear, JPMorgan, Mastercard, UBS, Fidelity และ S&P Global เห็นได้จากการประสานระบบส่งข้อความของ Swift เข้ากับ UBS ในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อลดความซับซ้อนในกระบวนการทำงานของกองทุนแปลงเป็นโทเคน

อย่างไรก็ตามถึงแม้ธนาคารจะยกยอ Chainlink มากมายแต่ Kendrick ยอมรับว่า ทางเครือข่ายยังคงมีความเสี่ยง 3 ประการด้วยกันได้แก่ การเติบโตของการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนในภาคสถาบันที่อาจล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ การแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ให้บริการเฉพาะทางในแต่ละประเภทผลิตภัณฑ์ รวมถึงความผิดพลาดทางเทคนิคหรือการกำหนดค่าระบบที่อาจสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อแพลตฟอร์มได้

ปัจจุบัน Chainlink มีมูลค่าสินทรัพย์รวมที่อยู่ภายใต้การดูแล สูงกว่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 80% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่ต้องพึ่งพาออราเคิลบนเครือข่าย Ethereum และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ในระบบ DeFi ทั่วโลก โดยรายงานยังระบุอีกว่า Chainlink ได้ช่วยประมวลผลธุรกรรมไปแล้วเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 32 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่เปิดใช้งานมา

ที่มา: The Block


มุมมองผู้เขียน : เป้าหมายเติบโต 25 เท่าของ Chainlink ภายในเวลาเพียง 3 ปีถือว่าอาจเกินจริงไปมาก เนื่องจากกระบวนการ Tokenization ในภาคสถาบันมีข้อจำกัดด้านกฎหมายและการปรับตัวทางเทคโนโลยีที่ต้องใช้เวลาอีกนาน ยิ่งไปกว่านั้น สภาพคล่องและเม็ดเงินสถาบันส่วนใหญ่ยังคงไหลเข้าหาสินทรัพย์หลักอย่าง Bitcoin และ Ethereum เป็นหลักทำให้ความเป็นไปได้ที่ LINK จะแซงหน้าหัวแถวนั้นยังคงเป็นไปได้น้อย