bitkub-banner

นักขุด Bitcoin หนีตายต้นทุนพุ่ง เทขายยับ 28,000 BTC มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • บริษัทเหมือง Bitcoin รายใหญ่เทขายออกมาแล้วราว 28,000 BTC ในปีนี้ มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท หลังต้นทุนขุดเฉลี่ยพุ่งไปถึง $74,300 ต่อ BTC สูงกว่าราคาตลาดแถว $60,000 
  • Bitcoin ในมือบริษัทเหมืองลดลงถึง 22% เหลือราว 99,000 BTC ขณะที่นักขุดประมาณ 20% กำลังขุดแบบขาดทุน ทำให้มีโอกาสเห็นการขาย BTC ต่อเนื่อง หากราคายังไม่ฟื้น
  • นักขุดบางรายนำเงินจากการขาย BTC ไปลงทุนใน AI และ HPC เพราะมองว่าการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานเดิมไปสร้างรายได้จาก AI อาจคุ้มค่ากว่าการขุด Bitcoin ในช่วงที่ต้นทุนสูงและกำไรบาง

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

บริษัทเหมืองขุด Bitcoin รายใหญ่เทขายออกมาแล้วประมาณ 28,000 BTC มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาทในปี 2026 หลังต้นทุนการขุดเฉลี่ยพุ่งแตะ $74,300 ต่อ BTC สูงกว่าราคาตลาดแถว $60,000 จนราว 20% ของนักขุดอยู่ในภาวะขาดทุน ขณะที่ Bitcoin ในมือบริษัทเหมืองลดลง 22% เหลือราว 99,000 BTC อย่างไรก็ตาม แรงขายจากนักขุดยังมีขนาดเล็กกว่าเงินไหลออกจาก Bitcoin ETF ที่สูงกว่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ โดยนักขุดบางรายเริ่มนำเงินทุนและโครงสร้างพื้นฐานไปต่อยอดธุรกิจ AI และ HPC เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่า 

บริษัทเหมืองขุด Bitcoin รายใหญ่กำลังทยอยเทขายเหรียญออกมาอย่างหนัก โดยในปี 2026 มี Bitcoin ถูกขายออกไปแล้วราว 28,000 BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.78 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 6 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางต้นทุนการขุดที่พุ่งขึ้นจนเริ่มไม่คุ้มกับราคาที่ตลาดต้องจ่าย

แรงขายดังกล่าวสะท้อนภาพธุรกิจเหมืองขุดที่กำลังถูกบีบจากต้นทุนอย่างชัดเจน เพราะ Bitcoin ที่บริษัทขุดถืออยู่รวมกันลดลงจากประมาณ 127,000 BTC เหลือเพียง 99,000 BTC หรือลดลงราว 22% ภายในเวลาไม่กี่เดือน

ปัญหาหลักอยู่ที่ต้นทุนที่สวนทางกับราคา Bitcoin ในปัจจุบัน โดยต้นทุนเฉลี่ยในการขุดของบริษัทเหมืองที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นอยู่ที่ราว $74,300 ต่อ BTC ขณะที่ราคา Bitcoin อยู่แถว $60,000 ร่วงลงประมาณ 27% นับตั้งแต่ต้นปี 2026 จนทำให้บริษัทจำนวนไม่น้อยเข้าสู่ภาวะ “ขุดได้ แต่ไม่คุ้ม” และมีนักขุดราว 20% ที่กำลังขุดอยู่ในภาวะขาดทุน

บริษัทเหมืองที่ทำการเทขาย Bitcoin ได้แก่ MARA Holdings, CleanSpark, Riot Platforms, Cango, Core Scientific และ Bitdeer แรงกดดันจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เหมืองขนาดเล็ก แต่กำลังบีบให้ผู้เล่นรายใหญ่ต้องตัดสินใจว่า จะรักษาโมเดลธุรกิจเดิมอย่างไรให้เดินหน้าต่อได้

อีกสัญญาณที่น่าสนใจคือ Mining Difficulty หรือค่าความยากในการขุด ลดลงราว 18% จากจุดสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 2025 การลดลงอย่างต่อเนื่องสะท้อนว่า ผู้ประกอบการที่มีต้นทุนสูงเริ่มทยอยปิดเครื่อง เมื่อจำนวนเครื่องขุดลดลง เครือข่ายก็ปรับความยากลงตามกลไกของ Bitcoin

แต่หากมองภาพใหญ่ แรงขายจากนักขุดยังไม่ใช่ตัวการสำคัญที่สุดของตลาดในปีนี้ เพราะมีเงินทุนไหลออกจากกองทุน Bitcoin ETF สูงกว่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ หรือมากกว่ายอดขายของนักขุดราว 2.5 เท่า

สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขการขายคือ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการขาย เพราะสำหรับบริษัทเหมืองขุดบางแห่ง Bitcoin ที่ถืออยู่กำลังถูกเปลี่ยนจาก “สินทรัพย์สำรอง” ให้กลายเป็น “เงินทุนสำหรับธุรกิจใหม่”

นั่นคือการหันไปจับตลาด AI และ High-Performance Computing (HPC) ซึ่งใช้ทรัพยากรสำคัญไม่ต่างจากธุรกิจขุด Bitcoin ทั้งไฟฟ้าราคาถูก พื้นที่ขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ศูนย์ข้อมูลที่เคยรองรับเครื่องขุดสามารถถูกนำไปใช้สร้างรายได้จากลูกค้า AI ได้

Core Scientific เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจดังกล่าว บริษัทกำลังลดบทบาทการขุด Bitcoin และหันมาเน้นธุรกิจ Data Center มากขึ้น เพราะมองว่า การให้บริการโครงสร้างพื้นฐานแก่ AI อาจสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่า ในวันที่การขุด Bitcoin ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูง และกำไรที่บางลง

ที่มา: cryptobriefing


มุมมองผู้เขียน: การเทขาย Bitcoin 28,000 BTC ครั้งนี้จึงอาจไม่ได้หมายถึงนักขุดกำลัง “หนีตลาด” เพียงอย่างเดียว แต่กำลังสะท้อนคำถามสำคัญว่า เมื่อธุรกิจเดิมเริ่มไม่คุ้มทุน เงินทุนและพลังงานที่มีอยู่ควรถูกนำไปสร้างอะไรแทน