bitkub-banner

Bitfinex ชี้ปริมาณเทรด Bitcoin ร่วงต่ำสุดในรอบ 7 ปี สะท้อนภาวะตลาดเมินเฉย และโตตามหลังตลาดหุ้น 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Bitfinex เผยรายงานวิเคราะห์ตลาด Bitcoin ระบุว่า ปริมาณการซื้อขาย เมื่อเทียบกับเหรียญหมุนเวียนจริงร่วงลงต่ำสุดตั้งแต่ปี 2019 ส่วนดัชนี Velocity ก็ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 7 ปี สะท้อนภาวะเฉยชาของตลาด
  • ราคา Bitcoin ยังคงแกว่งตัวในกรอบ 63,200 ดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญที่ 52,699 ดอลลาร์ และแนวต้านที่ 67,176 ดอลลาร์ ขณะที่ตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ Bitcoin กลับไม่ได้ตอบสนองเร็วเท่า เพราะไม่มีกระแสเงินสดเหมือนตลาดหุ้น
  • ตัวแปรสำคัญที่จะพลิกเทรนด์ คือ เงินลงทุนไหลเข้ากองทุน Spot Bitcoin ETF และอุปทาน Stablecoin ที่เพิ่มขึ้น โดยต้องจับตาถ้อยแถลงเฟดที่ Jackson Hole และรายงานประชุม FOMC วันที่ 19 สิงหาคมนี้

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral

ภาพรวมยังไม่มีสัญญาณชี้ทิศทางชัดเจนในระยะสั้น ตลาดกำลังอยู่ในโหมดรอดูข่าว โดยเฉพาะท่าทีของเฟด ทำให้ราคายังคงแกว่งในกรอบเดิมไปก่อน

Bitfinex กระดานเทรดคริปโตเคอเรนซีชั้นนำ ได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์ตลาด Bitcoin (BTC) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม โดยประเมินจากข้อมูลบนบล็อกเชนและตัวชี้วัดเศรษฐกิจมหภาค 

รายงานระบุว่า ปริมาณการซื้อขายและสภาพคล่องของ Bitcoin เมื่อเทียบกับจำนวนเหรียญที่หมุนเวียนจริง ได้ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2019 สะท้อนถึงบรรยากาศการซื้อขายที่เงียบเหงาอย่างหนัก

ขณะเดียวกัน ดัชนี Velocity ที่ใช้วัดความถี่ในการเปลี่ยนมือของเหรียญบนระบบบล็อกเชน ก็ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 7 ปีเช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ถือครองเลือกที่จะถือเหรียญไว้นิ่งๆ โดยแทบไม่มีการโอนหรือทำธุรกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นเลย ซึ่งสะท้อนถึง “ภาวะเฉยชาของตลาด”

ในส่วนของระดับราคาสำคัญ Bitfinex ประเมินว่า แนวรับหลักจะอยู่ที่ $52,699 ซึ่งเป็นราคาต้นทุนเฉลี่ยของคนทั้งตลาด ส่วนแนวต้านสำคัญจะอยู่ที่ $67,176 เป็นต้นทุนของนักลงทุนระยะสั้น

โดยปัจจุบันราคายังคงแกว่งตัวในกรอบ ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ ที่ประมาณ $63,200 ซึ่งเป็นแนวรับชั่วคราว แต่ถ้าหากราคา Bitcoin หลุดแนวรับนี้ลงไป ราคาก็เสี่ยงที่จะดิ่งลงไปทดสอบแนวรับถัดไปที่บริเวณ $57,803 

เหตุใด Bitcoin จึงซบเซา แม้ตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่?

รายงานจาก Bitfinex ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ราคา Bitcoin ยังคงซึมตัว ขณะที่ตลาดหุ้นวิ่งขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ไว้ว่า เป็นเพราะสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้ตอบสนองต่อ “การคาดการณ์สภาพคล่องในอนาคต” เช่น ข่าวลือเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟดได้เร็วเท่ากับตลาดหุ้น

เนื่องจากเวลาดอกเบี้ยลดลง ตลาดหุ้นจะได้ประโยชน์โดยตรงจากมูลค่ากระแสเงินสดและกำไรของบริษัทที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ทำให้ราคาหุ้นตอบรับข่าวได้ทันที 

ในขณะที่คริปโตเคอเรนซีไม่มีกระแสเงินสดในลักษณะดังกล่าว จึงไม่ได้อานิสงส์ตรงนี้ในทันที

ด้านปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค Bitfinex ระบุว่า แม้เงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือนกรกฎาคมจะเริ่มนิ่งขึ้น เพราะราคาพลังงานลดลง แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ก็ยังคงอยู่ที่ 2.5% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed ส่งผลให้โอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนลดลงเหลือราว 30.1% จาก 52.2% ในสัปดาห์ก่อน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากค่าบริการต่างๆ ยังคงปรับเพิ่มขึ้น 3.0% เมื่อเทียบรายปี Fed จึงยังต้องจับตาดูตัวเลขการจ้างงานและเงินเฟ้อเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิด ก่อนการประชุมวันที่ 15-16 กันยายน 

ทั้งนี้ แม้ตลาดจะขานรับเชิงบวกต่อเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง แต่รายได้เฉลี่ยที่แท้จริงของประชาชนกลับลดลง 0.2% ซึ่งสะท้อนว่า ภาวะกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนเริ่มแย่ลง

ปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อนให้ Bitcoin กลับเป็นเทรนด์ขาขึ้น

Bitfinex สรุปว่า สภาวะสภาพคล่องต่ำในปัจจุบันจะไม่คงอยู่ตลอดไป และจากสถิติในอดีต มักจะเป็นสัญญาณเตือนถึง การผันผวนของราคาอย่างรุนแรงในอนาคตอันใกล้

ทั้งนี้ การที่ Bitcoin จะสามารถกลับเข้าสู่เทรนด์ขาขึ้นได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องพึ่งพาแรงหนุนที่มากกว่าแค่ข่าวลือเรื่องดอกเบี้ย

โดยต้องมีปัจจัยหลัก 2 อย่างเข้ามาช่วย คือ เงินทุนใหม่ที่ไหลเข้ากองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง และมีการเติมอุปทานของ Stablecoin เข้ามาอัดฉีดตลาดที่กำลังซบเซา 

ซึ่งเหตุการณ์สำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางสภาพคล่องในอนาคต คือ ถ้อยแถลงของประธาน Fed ในงานประชุม Jackson Hole ปลายเดือนสิงหาคม และรายงานการประชุม FOMC ที่จะเผยแพร่ในวันที่ 19 สิงหาคมนี้

ที่มา : coinpost


มุมมองผู้เขียน : ความเงียบของตลาดตอนนี้น่าจะเป็นแค่ช่วงพักรอสัญญาณจากเฟดมากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของขาลงยาว หากตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานออกมาสนับสนุนการลดดอกเบี้ยจริงในเดือนกันยายน ประกอบกับเม็ดเงินไหลเข้า ETF กลับมาคึกคักอีกครั้ง ก็มีโอกาสไม่น้อยที่ Bitcoin จะขยับหลุดกรอบขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 67,176 ดอลลาร์ได้ แต่ถ้าตัวเลขเศรษฐกิจออกมาแข็งกว่าคาดจนเฟดยังไม่รีบลดดอกเบี้ย ก็มีความเสี่ยงที่ราคาจะหลุดแนวรับ 63,200 ดอลลาร์ลงไปทดสอบโซน 57,803 ดอลลาร์ได้เช่นกัน ช่วงนี้จึงเหมาะกับการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดมากกว่าการรีบตัดสินใจ