bitkub-banner

Vitalik เผยวิสัยทัศน์ Ethereum ปี 2030 ชี้อัปเกรด Hegota ปี 2027 จะเป็น Hard Fork แบบปกติครั้งสุดท้าย

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Vitalik Buterin เผยว่าการอัปเกรด Hegota ในปี 2027 น่าจะเป็นการอัปเกรดแบบปกติครั้งสุดท้ายของ Ethereum
  • เครือข่ายจะเปลี่ยนผ่านไปใช้หลักฐานทางวิทยาการรหัสผ่าน และการสุ่มตัวอย่างข้อมูล แทนการให้ผู้เข้าร่วมทุกคนดาวน์โหลดและคำนวณซ้ำทั้งหมด
  • นักพัฒนาต้องปรับตัวรับโครงสร้างค่าบริการรูปแบบใหม่ที่สนับสนุนการออกแบบแอปพลิเคชันแบบแยกส่วนซึ่งทำงานขนานกันได้

แนวโน้มผลกระทบ : Bullish

Ethereum กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของบล็อกเชนโดยมุ่งสู่วิสัยทัศน์ปี 2030 ซึ่งจะพึ่งพาเครื่องมือทางวิทยาการรหัสผ่านและโครงสร้างพื้นฐานกระจายศูนย์รอบข้างมารับภาระการประมวลผล ส่งผลให้การอัปเกรด Hegota ในปี 2027 อาจเป็นการอัปเกรดแบบปกติครั้งสุดท้ายในมุมมองของ Vitalik Buterin

Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง  Ethereum ได้เปิดเผยวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญถึงทิศทางของเครือข่ายในปี 2030 โดยชี้ว่า Ethereum กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นเพียงบล็อกเชนแบบดั้งเดิม เป้าหมายหลักคือ การสร้างเครือข่ายที่ยืนยันธุรกรรม ได้สำเร็จภายใน 8-32 วินาที พร้อมยกระดับความเป็นส่วนตัว และลดภาระการประมวลผลของโหนดลงอย่างมีนัยสำคัญ 

Ethereum ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมของบล็อกเชน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Ethereum ใช้เวลาหลายปีในการพยายามบรรลุเป้าหมายสุดท้าทาย นั่นคือ การกระจายการประมวลผลไปยังเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ แล้วทำให้ระบบนั้นมีประสิทธิภาพ 

ซึ่งปัจจุบัน Vitalik Buterin ระบุว่า วิทยาการรหัสผ่านสมัยใหม่กำลังเข้ามาเปลี่ยนสมการนี้ ทำให้ผู้เข้าร่วมเครือข่ายสามารถแบ่งปันภาระงานกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้โหนดทุกโหนดบนเครือข่ายจะต้องดาวน์โหลดบล็อกและคำนวณซ้ำทุกธุรกรรมตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อตรวจสอบว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎของเครือข่ายหรือไม่ 

วิทยาการเข้ารหัสลับสมัยใหม่ที่ว่านี้คือ การลดบทบาทการทำซ้ำลง และแทนที่ด้วยเทคโนโลยี Cryptographic Proofs หรือ การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์

แนวคิดคือการ “แบ่งงานกันทำ” แทนที่จะให้ทุกคนมานั่งบวกเลขข้อเดียวกันใหม่หมด ระบบจะให้ใครสักคนประมวลผล แล้วส่งแค่บทพิสูจน์มาให้โหนดอื่น ๆ ตรวจสอบ (เหมือนการตรวจคำตอบด้วยสูตรลัด โดยไม่ต้องแสดงวิธีทำ) สิ่งนี้จะพลิกโฉมให้ความกระจายศูนย์ที่เคยเป็นตัวถ่วง กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เครือข่ายสามารถรับมือกับข้อมูลมหาศาลและประมวลผลงานแบบคู่ขนานไปพร้อม ๆ กัน 

นักพัฒนาจะเจอกับโครงสร้างค่าบริการรูปแบบใหม่

ภายใต้สถาปัตยกรรมใหม่นี้ นักพัฒนาจะมีแรงจูงใจในการออกแบบแอปพลิเคชันให้แยกส่วนงานออกจากกันได้ เพื่อที่กระบวนการต่างๆ สามารถทำงานพร้อมกัน หรือถูกจัดการเรียบร้อยก่อนที่จะบันทึกลงบล็อก

แอปพลิเคชันรูปแบบเก่าที่มัดรวมทุกคำสั่งไว้ในธุรกรรมเดียวแบบเรียงลำดับ จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยหลังจากนี้ บล็อกเชนเลเยอร์หลักจะถูกสงวนไว้สำหรับจัดการธุรกรรมที่จำเป็นต้องมีการจัดลำดับร่วมกันเท่านั้น 

เมื่อสร้างแอปพลิเคชัน โครงสร้างของการประมวลผลจะเริ่มเข้ามามีความสำคัญอย่างมาก Vitalik กล่าวย้ำ โดยชี้ว่าโครงสร้างพื้นฐานรอบนอกจะเข้ามาช่วยรับภาระงานสนับสนุนแทน ซึ่งจะพลิกโฉมวิธีคิดในการเขียนโค้ดบน Ethereum ไปตลอดกาล 

การอัปเกรด Hard Fork แบบปกติครั้งสุดท้าย กับความท้าทายครั้งใหญ่

Buterin ระบุว่าการอัปเกรด Hegota ของ Ethereum ที่วางแผนไว้ในปี 2027 น่าจะเป็นการอัปเกรด Hard Fork แบบปกติครั้งสุดท้าย ซึ่งหมายถึงการอัปเกรดที่ยังอิงกับเทคโนโลยีพื้นฐานที่คนในวงการคุ้นเคยมาตั้งแต่ปี 2015 เพราะหลังจากนั้น เครือข่ายจะพุ่งเป้าไปที่เทคโนโลยี Advanced Proofs, การตรวจสอบเชิงฟอร์มัล และการปรับแต่งระบบฉันทามติขั้นสูง 

ทว่าหนทางนี้ยังต้องเผชิญความท้าทายทางวิศวกรรมครั้งใหญ่ ระบบ Proofs จำเป็นต้องถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด ในขณะที่การดึงข้อมูลแอปพลิเคชันมหาศาลมาประสานงานร่วมกัน ถือเป็นโจทย์ความท้าทายเชิงระบบที่ซับซ้อนยิ่งกว่าการแก้ปัญหาความเร็วเสียอีก 

นอกจากนี้ เขายังพูดถึงเทคโนโลยี  Obfuscation ที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการประมวลผลแบบเข้ารหัสที่สามารถตั้งโปรแกรมได้อย่างอิสระ  แม้เทคโนโลยีนี้จะยังถูกมองว่าเป็นเพียง “ความเป็นไปได้” ในระยะยาว และไม่ใช่เงื่อนไขเร่งด่วนในระยะสั้นก็ตาม 

สุดท้ายนี้ Buterin ยังได้ระบุข้อจำกัดอย่างชัดเจนเรื่องความเร็วว่า  Ethereum จะไม่มีทางมีความเร็วที่แข่งขันกับเซิร์ฟเวอร์แบบรวมศูนย์ได้ แต่โครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายส่วนขยายที่สร้างขึ้นมาล้อมรอบต่างหากที่สามารถทำได้ ก้าวต่อไปของ Ethereum จึงขึ้นอยู่กับศักยภาพของเทคโนโลยีภายนอกที่จะเข้ามาเติมเต็มให้เครือข่ายนี้สมบูรณ์แบบ 

ที่มา : Bitcoin.com


มุมมองผู้เขียน : การปรับโครงสร้างครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาการกระจายศูนย์และประสิทธิภาพของ Ethereum ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการใช้งานและผลักดันให้เครือข่ายก้าวสู่การเป็นคอมพิวเตอร์ของโลกอย่างแท้จริง