bitkub-banner

IMF ชงแผนคุม Stablecoin ทั่วโลก หวั่นกระทบเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • IMF เรียกร้องให้ทั่วโลกเร่งวางกฎ Stablecoin ให้สอดคล้องกัน เพราะแม้จะช่วยให้การชำระเงินข้ามพรมแดนมีประสิทธิภาพขึ้น แต่การเติบโตอย่างไร้กรอบกำกับอาจกระทบธนาคาร เงินทุนเคลื่อนย้าย และค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่
  • ประเทศตลาดเกิดใหม่เสี่ยงถูก Stablecoin ดอลลาร์เข้ามาแทนที่เงินท้องถิ่น โดยเฉพาะประเทศที่ยังใช้มาตรการควบคุมเงินทุน ขณะที่ IMF แนะนำให้เสริมความแข็งแกร่งของระบบธนาคารและเพิ่มทุนสำรองระหว่างประเทศ
  • Stablecoin อาจช่วยเพิ่มความต้องการดอลลาร์ แต่ไม่ใช่ทางลัดแก้ปัญหาการคลังสหรัฐฯ IMF จึงย้ำว่าธนาคารกลางต้องรักษาเสถียรภาพด้านราคา และรัฐบาลต้องรับผิดชอบเรื่องรายจ่ายและรายได้ของตัวเอง

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

IMF ส่งสัญญาณให้ทั่วโลกเร่งวางกฎกำกับ Stablecoin ให้ชัดเจนและสอดคล้องกันมากขึ้น เพราะแม้สินทรัพย์นี้จะช่วยให้การชำระเงินข้ามพรมแดนง่ายขึ้น แต่ก็อาจกระทบระบบธนาคาร เงินทุนเคลื่อนย้าย และค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะเดียวกัน Stablecoin ที่อิงกับดอลลาร์อาจช่วยเพิ่มความต้องการเงินดอลลาร์ทั่วโลก แต่ IMF ย้ำว่าไม่สามารถใช้ทดแทนวินัยทางการคลังของรัฐบาลได้ 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่งสัญญาณให้ทั่วโลกเร่งวางกรอบกำกับดูแล Stablecoin ให้สอดคล้องกัน เนื่องจากมองว่า สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทนี้มีศักยภาพยกระดับการชำระเงินข้ามพรมแดน แต่หากเติบโตโดยไม่มีกฎเกณฑ์รองรับอาจกระทบระบบธนาคาร เงินทุนเคลื่อนย้าย และเสถียรภาพค่าเงิน โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่

คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวประเด็นดังกล่าวในการประชุม Jackson Hole เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยชี้ว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ ท่ามกลางความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น

Stablecoin อาจกดดันเงินท้องถิ่น

ประเด็นที่ IMF กังวลคือ หากประชาชนในประเทศตลาดเกิดใหม่หันมาใช้ Stablecoin ที่อิงกับเงินดอลลาร์มากขึ้น อาจทำให้เกิดการหันไปใช้เงินสกุลอื่นแทนเงินท้องถิ่น

ผลที่ตามมาอาจกระทบตัวกลางทางการเงินของธนาคาร เปิดช่องให้เกิดการหลบเลี่ยงภาษี และทำให้มาตรการควบคุมเงินทุนมีประสิทธิภาพลดลง

ปัจจุบันประมาณ 1 ใน 4 ของประเทศสมาชิก IMF ยังคงใช้มาตรการควบคุมเงินทุนอยู่ ทำให้ IMF มองว่า ประเทศเหล่านี้จำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความเสี่ยงจากเงินทุนไหลออก ค่าเงินผันผวน และการสูญเสียอำนาจในการควบคุมระบบการเงินภายในประเทศ

ทางออกที่คริสตาลินา กอร์เกียวาเสนอคือ ธนาคารกลางควรเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบธนาคาร และเพิ่มการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศ เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

Stablecoin โตได้ แต่ประเทศผู้ออกก็ต้องมีวินัย

อีกด้านหนึ่ง IMF เตือนว่า แม้ Stablecoin ที่อิงกับดอลลาร์จะช่วยเพิ่มความต้องการใช้เงินดอลลาร์ทั่วโลก แต่ สหรัฐฯ เองก็ยังต้องรักษาวินัยทางการคลัง ไม่สามารถพึ่งประโยชน์จาก Stablecoin เพื่อแก้ปัญหาการเงินของประเทศได้

คริสตาลินา กอร์เกียวา อ้างถึงมุมมองของ เคนเน็ธ โรกอฟฟ์ (Kenneth Rogoff) นักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมองว่า Stablecoin ที่อิงกับดอลลาร์อาจช่วยดึงเงินดอลลาร์ประมาณ 15 ล้านล้านดอลลาร์ที่อยู่นอกสหรัฐฯ กลับเข้าสู่ระบบการเงินของประเทศได้มากขึ้น

แต่ในมุมของ IMF ประโยชน์ดังกล่าวยังมีขนาดจำกัด และไม่สามารถใช้ทดแทนการบริหารเศรษฐกิจอย่างมีวินัยได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลหลายประเทศกำลังเพิ่มขึ้น

คริสตาลินา กอร์เกียวา ชี้ว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของ สหรัฐฯ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007, 2008 และ 1996 ตามลำดับ สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น

เธอยังมองว่า ธนาคารกลางควรให้ความสำคัญกับเสถียรภาพด้านราคา และไม่ควรรีบลดดอกเบี้ย หรือออกมาตรการซื้อสินทรัพย์ใหม่ เพียงเพื่อช่วยรัฐบาลรับมือกับปัญหาการคลัง เพราะการแก้ปัญหาดังกล่าวควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ผ่านการควบคุมรายจ่ายและจัดเก็บรายได้อย่างเหมาะสม


มุมมองผู้เขียน: สำหรับตลาดคริปโทฯ สิ่งที่ต้องจับตาคือ Stablecoin กำลังถูกมองในฐานะส่วนหนึ่งของระบบการเงินโลกมากขึ้น เมื่อการใช้งานขยายตัว กฎเกณฑ์ก็มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นทิศทางของ Stablecoin ในระยะต่อไปอาจไม่ได้ถูกกำหนดแค่โดยบริษัทคริปโทฯ หรือผู้ใช้งาน แต่จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกด้วย