สรุปข่าว
- กระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกาเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคประจำเดือนสิงหาคมที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับ 3.4% ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาดโดยมีปัจจัยกดดันหลักมาจากราคาพลังงานและน้ำมันเบนซินที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่หักหมวดอาหารและพลังงานออกปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.4% แต่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลยังคงสร้างความกังวลให้กับตลาดและกดดันให้ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวพุ่งสูงสุดในรอบหลายปี
- ข้อมูลเศรษฐกิจชุดล่าสุดส่งผลให้นักลงทุนเทน้ำหนักมากกว่า 80% ว่าธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาจะต้องตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้าสอดคล้องกับท่าทีของประธานเฟดที่ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าควบคุมราคาสินค้าอย่างเด็ดขาด
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูงและโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้นซึ่งเป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนออกจากตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และตลาดหุ้น
สถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญอีกครั้งเมื่อตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคประจำเดือนสิงหาคมยังคงยืนหยัดอยู่ที่ระดับ 3.4% เท่ากับเดือนก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวไม่ผิดไปจากที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้โดยมีตัวการหลักคือราคาเชื้อเพลิงที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนคิดเป็นหนึ่งในสามของการเพิ่มขึ้นแบบรายเดือน แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.4% แต่ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ให้ทะยานข้ามระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก็กำลังส่งผลกระทบชิ่งไปยังต้นทุนการใช้ชีวิตของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความดื้อรั้นของอัตราเงินเฟ้อในรอบนี้กลายเป็นแรงส่งชั้นดีที่ทำให้นักลงทุนในตลาดการเงินเทน้ำหนักไปในทิศทางเดียวกันว่าธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาหรือเฟดน่าจะต้องงัดไม้แข็งออกมาใช้ ตัวเลขการคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมช่วงสัปดาห์หน้าพุ่งทะยานจาก 70% ไปทะลุ 80% ทันทีหลังการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ แรงกระเพื่อมนี้ยังสะท้อนผ่านตลาดพันธบัตรที่ผลตอบแทนรุ่นอายุ 2 ปีขยับขึ้นไปถึง 4.62% ซึ่งสถานการณ์ทั้งหมดล้วนสอดรับกับคำกล่าวของ Kevin Warsh ประธานเฟดที่เคยส่งสัญญาณไว้ชัดเจนที่เมืองแจ็กสันโฮลว่าเฟดยังมีงานหนักต้องทำหากการควบคุมราคาสินค้าไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม
ที่มา: Financial Time
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมลงมาตามเป้าหมายประกอบกับราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงจะเป็นปัจจัยที่มัดมือเฟดให้ต้องเลือกเส้นทางคุมเข้มทางการเงินต่อไป การปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือแม้แต่การคงดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาดไว้จะยิ่งดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมีความน่าสนใจมากขึ้น สภาพแวดล้อมแบบนี้ถือเป็นลมต้านที่รุนแรงสำหรับสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทเพราะนักลงทุนจะเลือกโยกเงินหนีความผันผวนไปหาผลตอบแทนที่ปลอดภัยกว่า ตลาดคริปโตและ Bitcoin จึงอาจจะต้องเผชิญกับแรงขายและสภาวะซบเซาต่อไปจนกว่าจะมีปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามาเปลี่ยนทิศทางลม

