bitkub-banner

ส.ว.สหรัฐฯ Cynthia Lummis จี้ซ้ำกฎหมาย Clarity Act ต้องไม่รอถึงปี 2030 เร่งคลอดด่วน 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Cynthia Lummis สว. รีพับลิกันและประธานคณะอนุกรรมการด้านสินทรัพย์ดิจิทัล โพสต์ผ่าน X เตือนว่า หากร่างกฎหมาย Clarity Act ไม่ผ่านสภาในรอบนี้ โอกาสถัดไป อาจต้องรอไปถึงปี 2030
  • วุฒิสภามีกำหนดลงมติขั้นตอนปิดการอภิปรายในวันที่ 15 กันยายน ซึ่งต้องใช้เสียงถึง 60 เสียง หมายความว่า พรรครีพับลิกันเพียงพรรคเดียวไม่พอ ต้องได้แรงหนุนจากพรรคเดโมแครตด้วย
  • ข้อจำกัดด้านเวลา ทั้งวาระปิดสมัยประชุมเดือนตุลาคม กฎหมายงบประมาณ และการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 ทำให้โอกาสของร่างกฎหมายนี้แคบลงเรื่อย ๆ

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral 

คำเตือนของคุณ Lummis เป็นเพียงการส่งสัญญาณกดดันทางการเมือง มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในปัจจุบัน รับรู้ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบไปมากแล้ว ขณะที่การลงมติในวันที่ 15 กันยายนนี้ ก็เป็นเพียงขั้นตอนทางกระบวนการเพื่อเปิดทางให้มีการอภิปรายกันต่อ ไม่ใช่การโหวตผ่านร่างกฎหมายจริง ดังนั้น ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลจึงไม่น่าจะปรับตัวผันผวนแรงจากประเด็นนี้ในระยะสั้น เว้นแต่ผลโหวตจะออกมาในเชิงลบอย่างชัดเจน

Cynthia Lummis สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ได้โพสต์ข้อความผ่านบัญชีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X เมื่อวันที่ 7 กันยายน โดยย้ำเตือนว่า “หากร่างกฎหมาย Clarity Act ไม่ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาในรอบนี้ โอกาสที่แท้จริงครั้งถัดไปอาจต้องรอไปจนถึงปี 2030” 

โดยเธอชี้ว่า ความล้มเหลวในการดันกฎหมายฉบับนี้ให้ผ่านในปัจจุบัน จะส่งผลให้ประเทศต้องสูญเสียต้นทุนโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งในมิติของการจ้างงาน การลงทุน และรายได้จากภาษี 

ทั้งนี้ สว. ลุมมิส ดำรงตำแหน่งประธานคณะอนุกรรมการด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และเป็นหนึ่งในแกนนำหลักที่ผลักดันร่างกฎหมายนี้อย่างแข็งขันที่สุดในวุฒิสภา ซึ่งการออกมาเคลื่อนไหวของเธอเกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนการลงมติตามขั้นตอนกระบวนการของวุฒิสภา ซึ่งถูกมองว่า เป็นจุดชี้ชะตาสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้

การลงมติในวันที่ 15 กันยายน คือหมุดหมายสำคัญ

ร่างกฎหมาย Clarity Act เป็นร่างกฎหมายว่าด้วยโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มุ่งสร้างความชัดเจนด้านสถานะการกำกับดูแลคริปโทเคอเรนซี พร้อมทั้งกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่อย่างเป็นรูปธรรมระหว่างคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) และคณะกรรมการกำกับดูแลการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC) 

โดยร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 และผ่านการลงมติจากคณะกรรมาธิการการธนาคารแห่งวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียง 15 ต่อ 9 เสียงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ต่อมาเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม John Thune ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา ได้ยื่นคำร้องขอปิดการอภิปรายเกี่ยวกับร่างกฎหมายนี้ในที่ประชุมวุฒิสภาเต็มคณะ โดยกำหนดการลงมติจะมีขึ้นในวันที่ 15 กันยายนตามเวลาท้องถิ่นฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นวันถัดไปหลังจากวุฒิสภาเดินทางกลับจากการปิดสมัยประชุมสภาช่วงฤดูร้อน 

แม้การลงมติในครั้งนี้จะยังไม่ใช่การตัดสินว่าจะผ่านร่างกฎหมายออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้จริงหรือไม่ แต่เป็นเพียงขั้นตอนกระบวนการเพื่อเปิดทางสู่การตั้งโต๊ะพิจารณาอภิปรายเท่านั้น แต่กระบวนการนี้ต้องใช้นำคะแนนเสียงถึง 60 เสียง (หรือ 3 ใน 5 ของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด) ซึ่งหมายความว่าเพียงคะแนนเสียงจากพรรครีพับลิกันอย่างเดียวจะไม่เพียงพอ แต่ต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคเดโมแครตด้วยจำนวนหนึ่ง

ความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านเวลา

วุฒิสภามีกำหนดการหยุดพักการประชุมเกือบตลอดทั้งเดือนตุลาคม ประกอบกับยังมีร่างกฎหมายสำคัญอื่น ๆ ที่รอการพิจารณา เช่น ร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายและร่างกฎหมายงบประมาณการป้องกันประเทศ (NDAA) ส่งผลให้เวลาสำหรับการอภิปรายร่างกฎหมายคริปโทมีอยู่อย่างจำกัด 

ซึ่ง สว. ลุมมิส เคยออกคำเตือนในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม ดังนั้น การโพสต์ข้อความล่าสุดของเธอจึงเป็นการส่งสัญญาณรุกหนัก ก่อนถึงวันลงมติ 15 กันยายน

สำหรับตัวเลข “ปี 2030” นั้น ไม่ได้มีกำหนดเด็ดขาดตามกฎหมาย แต่สื่อในอุตสาหกรรมวิเคราะห์ว่า หากร่างกฎหมายนี้ไม่สามารถผ่านได้ ในสมัยประชุมปัจจุบัน แทบจะไม่มีเวลาเหลือ สำหรับการพิจารณา เนื่องจากการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน 2026 กำลังจะมาถึง 

นอกจากนี้ การผลักดันกฎหมายสำคัญในรัฐสภาชุดถัดไปก็จะทำได้ยากขึ้น เนื่องจากเข้าใกล้ช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2028 ดังนั้น โอกาสที่เป็นไปได้มากที่สุดในการเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพื่อสร้างความเห็นชอบร่วมกันจากทั้งสองพรรค จึงอาจต้องรอจนถึงหลังปี 2029 เมื่อวัฏจักรการเลือกตั้งรอบนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

ที่มา : coinpost


มุมมองผู้เขียน : นักลงทุนในตลาดคริปโทฯ ยังคงต้องจับตาดูผลการโหวตในวันที่ 15 กันยายนนี้อย่างใกล้ชิด เพราะแม้จะเป็นเพียงขั้นตอนทางกระบวนการ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นตัวกำหนดทิศทางสำคัญว่า อุตสาหกรรมนี้จะได้กรอบกฎหมายที่ชัดเจนมาใช้ในเร็ววัน หรือจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนไปอีกหลายปี