สรุปข่าว
- OpenAI สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศว่าระบบทดลองภายในที่ยังไม่เปิดตัวสามารถไขปริศนา Navier-Stokes ซึ่งเป็นโจทย์สมการคณิตศาสตร์ระดับโลกที่มีเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ได้สำเร็จโดยใช้ตัวแทน AI กว่า 10,000 ตัวทำงานร่วมกันเพียง 88 ชั่วโมง
- ระบบดังกล่าวทรงพลังกว่า GPT-6 Astra อย่างมากและได้แลกเปลี่ยนข้อความกันหลายล้านครั้งเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีการเคลื่อนที่ของของไหล ซึ่งผลลัพธ์นี้อาจนำไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในอุตสาหกรรมอื่นเช่นวงการแพทย์หรือวิศวกรรมการบินได้ในอนาคต
- ความสำเร็จในครั้งนี้มีประเด็นดราม่าตามมาเมื่อนักคณิตศาสตร์และนักวิจัยจากค่ายคู่แข่งออกมาตั้งข้อสงสัยว่าผลงานดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดจากการคิดค้นเองทั้งหมดเพราะข้อมูลงานวิจัยที่พวกเขายังไม่ได้ตีพิมพ์อาจถูกดึงไปเป็นฐานข้อมูลให้โมเดลของ OpenAI แอบเรียนรู้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
เนื่องจากข่าวนี้เป็นเพียงการแสดงศักยภาพความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI และไม่ได้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการทำงานของบล็อกเชนหรือสร้างผลกระทบต่อสภาพคล่องในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
วงการเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ต้องสั่นสะเทือนเมื่อ OpenAI ออกมาเคลมความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ว่าระบบ AI รุ่นทดสอบภายในของพวกเขาสามารถแก้สมการ Navier-Stokes ได้สำเร็จ ซึ่งสมการนี้เป็นหนึ่งในเจ็ดโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์แห่งสหัสวรรษที่ตั้งเงินรางวัลไว้สูงถึง 1 ล้านดอลลาร์ การทำงานครั้งนี้ใช้ตัวแทน AI ถึง 10,000 ตัวเข้ามาช่วยกันขบคิดและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันกว่า 2.7 ล้านข้อความโดยใช้เวลาเพียงแค่ 88 ชั่วโมง ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้ GPT-6 Astra ใช้เวลาอีก 17 ชั่วโมงเพื่อจัดรูปแบบและตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ทั้งหมด
โจทย์ปริศนานี้เกี่ยวข้องกับคำถามที่ว่าการไหลของของเหลวหรือก๊าซแบบราบรื่นจะสามารถแตกสลายและก่อให้เกิดความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัดได้หรือไม่ ซึ่งระบบของ OpenAI พิสูจน์ให้เห็นว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้จริงในทางคณิตศาสตร์ แม้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงกฎทางฟิสิกส์จะไม่ยอมให้ของไหลเคลื่อนที่เร็วแบบไร้ขีดจำกัดก็ตาม ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่องานวิจัยที่ต้องใช้สมการของไหลอย่างการออกแบบเครื่องบินหรือการพยากรณ์อากาศเท่านั้น แต่มันยังชี้ให้เห็นว่าถ้าเราจับกลุ่ม AI นับหมื่นตัวมาทำงานร่วมกันได้สำเร็จ ในอนาคตเราก็อาจเอาแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้กับปัญหาที่ยากระดับโลกในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้เช่นกัน
แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้จบลงอย่างสวยงามซะทีเดียว เพราะนักวิชาการจากหลายสถาบันเริ่มออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของผลงานชิ้นนี้ Tristan Buckmaster นักคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กและนักวิจัยจากค่ายคู่แข่งอย่าง Anthropic ซึ่งกำลังศึกษาโจทย์ที่คล้ายกันและมีการใช้เครื่องมือ AI ในงานวิจัยของพวกเขา ได้ออกมาแสดงความกังวลว่าข้อมูลที่พวกเขายังไม่ได้ตีพิมพ์อาจจะถูกป้อนเข้าสู่ระบบและกลายเป็นข้อมูลตั้งต้นที่แอบช่วยให้โมเดลของ OpenAI สามารถหาคำตอบนี้เจอ
ที่มา: OpenAI
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นดาบสองคมสำหรับ OpenAI ในมุมหนึ่งมันคือการโชว์ศักยภาพอันน่าทึ่งที่ตอกย้ำว่า AI ของพวกเขากำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน แต่ในอีกมุมหนึ่งประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์ข้อมูลและความเป็นอิสระในการคิดของ AI ก็จะกลายเป็นคำถามตัวโตที่สังคมและหน่วยงานกำกับดูแลต้องเข้ามาตรวจสอบอย่างจริงจัง หากพบว่าโมเดลมีการแอบใช้ข้อมูลของนักวิจัยภายนอกจริงก็อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายและกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบริษัทในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

