สรุปข่าว
- คลังสหรัฐฯ เพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรเป็น 6,000 ล้านดอลลาร์ แต่ Bitcoin กลับร่วงจาก $80,000 สู่ $78,000
- ตลาดคาดการณ์ข่าวนี้ไว้แล้ว ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีพุ่งแตะ 4.85% ทำให้แรงหนุนด้านสภาพคล่องยังไม่ชัดเจน
- Bitcoin ต้องการสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขวงเงินซื้อคืนที่สูงขึ้น
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
คลังสหรัฐฯ เพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเป็น 6,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง แต่ Bitcoin กลับไม่ตอบรับเชิงบวกเหมือนเดือนสิงหาคมที่เคยพุ่งกว่า 20% หลังวงเงินเพิ่มเป็น 4,000 ล้านดอลลาร์ สาเหตุหนึ่งคือ ครั้งนี้ตลาดคาดการณ์ไว้แล้ว ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรยังปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ น้ำมัน และทิศทางดอกเบี้ยของเฟด ทำให้ตลาดยังไม่เห็นสัญญาณว่า สภาพคล่องกำลังผ่อนคลายลงอย่างชัดเจน
Bitcoin เมินข่าวดีจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่เพิ่งประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเป็น 6,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง จากเดิม 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่า แต่แทนที่ BTC จะพุ่งขึ้นเหมือนครั้งก่อน ราคากลับร่วงลงจากระดับ $80,000 ลงมาสู่บริเวณ $78,000
สถานการณ์ในตอนนี้แตกต่างจากเมื่อเดือนสิงหาคมอย่างชัดเจน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรเป็น 4,000 ล้านดอลลาร์ ก็ช่วยหนุนให้ Bitcoin พุ่งขึ้นมากกว่า 20% จากระดับ $65,000 ขึ้นมาแตะ $80,000 ภายในเวลาไม่กี่วัน
คำถามคือ ทำไมมาตรการที่ดูเหมือนเป็นข่าวดีต่อสภาพคล่อง จึงไม่สามารถดัน Bitcoin ได้เหมือนครั้งก่อน?
ตลาดคาดการณ์ไว้แล้ว
เหตุผลแรกคือ ตลาดไม่ได้เซอร์ไพรส์กับการเพิ่มวงเงินครั้งนี้เหมือนเดือนสิงหาคม
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม การเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรจาก 2,000 ล้านดอลลาร์เป็น 4,000 ล้านดอลลาร์เกิดขึ้นเหนือความคาดหมาย ทำให้นักลงทุนมองว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯอาจเข้ามาช่วยพยุงสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรมากขึ้น
แต่ครั้งนี้ตลาดมีความคาดหวังเรื่องการเพิ่มวงเงินอยู่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายในวอลล์สตรีทเคยประเมินว่า วงเงินอาจเพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 10,000 ล้านดอลลาร์
ดังนั้น การประกาศที่ 6,000 ล้านดอลลาร์จึงไม่ได้สร้างแรงเซอร์ไพรส์มากพอที่จะกระตุ้นตลาดเหมือนครั้งก่อน
ผลตอบแทนพันธบัตรยังเดินสวนทาง
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าความคาดหวังของตลาดคือ มาตรการดังกล่าวสามารถลดแรงกดดันในตลาดพันธบัตรได้จริงหรือไม่
ล่าสุด ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีขยับขึ้นแตะประมาณ 4.85% สูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ขณะที่พันธบัตรอายุ 20 ปีและ 30 ปีขยับเข้าใกล้ 5.30%
สถานการณ์ยิ่งถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์ ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่ง ซึ่งทำให้นักลงทุนยังต้องระวังความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยของเฟด
ขณะเดียวกัน ท่าที Hawkish หรือจุดยืนที่เน้นควบคุมเงินเฟ้อและไม่เร่งลดดอกเบี้ยของ Kevin Warsh ก็เพิ่มความกังวลก่อนการประชุมเฟดในวันที่ 16 กันยายนนี้
The Kobeissi Letter จึงมองว่า ตลาดพันธบัตรกำลัง “งัดข้อ” กับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ พร้อมเตือนว่า ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ อาจทะลุ 5% หากแรงกดดันยังดำเนินต่อไป
นี่จึงเป็นสัญญาณว่า การเพิ่มวงเงินซื้อคืนยังไม่สามารถกดผลตอบแทนพันธบัตรลงได้อย่างชัดเจน
Bitcoin ต้องการมากกว่าเงิน 6,000 ล้านดอลลาร์
สำหรับ Bitcoin สิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่แค่กระทรวงการคลังซื้อพันธบัตรมากขึ้นเท่าไหร่ แต่คือ มาตรการดังกล่าวจะสามารถทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินผ่อนคลายลงได้จริงหรือไม่
หากการซื้อคืนช่วยกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ให้ลดลงได้ นักลงทุนก็มีแนวโน้มรับความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อ Bitcoin
แต่หากกระทรวงการคลังเพิ่มวงเงิน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ยังเดินหน้าสูงขึ้น ตลาดก็อาจมองไม่เห็นผลของมาตรการดังกล่าวต่อสภาพคล่องอย่างชัดเจน
ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องจับตาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ มากกว่าวงเงินซื้อคืน เพราะหากผลตอบแทนเริ่มลดลง นั่นจะเป็นสัญญาณว่า มาตรการของกระทรวงการคลังเริ่มเห็นผลจริง และอาจเปิดทางให้ Bitcoin กลับมาได้รับแรงหนุนจากสภาพคล่องอีกครั้ง
ที่มา:cryptopotato
มุมมองผู้เขียน: ข่าวดีไม่ได้หมายความว่า ราคาจะต้องปรับตัวขึ้นเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อข่าวนั้นถูกตลาดรับรู้และคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว

