bitkub-banner

Bitcoin วิ่งกรอบแคบ จับตาเฟดจ่อขึ้นดอกเบี้ย 16 ก.ย. โอกาสพุ่ง 86.5% 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ตลาดให้น้ำหนัก 86.5% ว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% วันที่ 16 กันยายน หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งตัว
  • ราคา BTC ร่วงจากเกือบ 82,000 ดอลลาร์ มาอยู่แถว 77,000 ดอลลาร์ ขณะที่ตลาดยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน
  • สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาคือ มาตรการพยุงตลาดพันธบัตรและสภาพคล่องของคลังสหรัฐฯ อาจช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยงได้

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

Bitcoin ปรับตัวลงมาอยู่แถว 77,000 ดอลลาร์ ขณะที่ตลาดเพิ่มน้ำหนักถึง 86.5% ว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในวันที่ 16 กันยายนนี้ หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมเร่งตัวขึ้นเป็น 3.4% เมื่อเทียบรายปี ความกังวลดังกล่าวกดดันสินทรัพย์เสี่ยงและทำให้ BTC ร่วงลงมาจากระดับเกือบ 82,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม Caitlin Long มองว่า คลังสหรัฐฯ กำลังมีบทบาทต่อสภาพคล่องมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านตลาดพันธบัตรและกฎระเบียบสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อตลาดคริปโตไปจนถึงปี 2027

Bitcoin กำลังตกที่นั่งลำบากอีกครั้ง หลังตลาดให้น้ำหนักมากขึ้นว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ “เฟด” อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในวันพุธที่ 16 กันยายนนี้ โดยข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่า โอกาสขึ้นดอกเบี้ยพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 86.5%

แรงกดดันดังกล่าวสะท้อนผ่านราคา BTC ที่ปรับตัวลงจากระดับใกล้ 82,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือน ล่าสุดซื้อขายอยู่แถว 77,000 ดอลลาร์ และยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยวันที่ 16 ก.ย. 2026 ที่มา: CME FedWatch Tool

ปัจจัยสำคัญมาจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมที่เร่งตัวขึ้น 0.4% จากเดือนก่อน เทียบกับเดือนกรกฎาคมที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ 3.4% ทำให้ตลาดกังวลว่าเฟดอาจยังไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้เร็วอย่างที่คาด

ตลาดทำนายผลอย่าง Kalshi และ Polymarket ประเมินโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยไว้สูงกว่า 80% เช่นกัน ขณะที่การประชุมเดือนกรกฎาคม เฟดมีมติคงดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% แต่มีเจ้าหน้าที่ 3 รายลงมติให้ขึ้นดอกเบี้ย

ความคาดหวังเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งขณะนั้นตลาดประเมินโอกาสขึ้นดอกเบี้ยใกล้ 50% และ Bitcoin กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ระดับ 82,000 ดอลลาร์ ก่อนราคาจะถอยลงมาหลายพันดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม Caitlin Long ซีอีโอของ Custodia Bank มองว่า ปัจจัยสำคัญต่อสภาพคล่องในตลาดอาจไม่ได้อยู่ที่เฟดพียงอย่างเดียว แต่กำลังเคลื่อนไปอยู่ที่คลังสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรระยะยาว

ในเดือนสิงหาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีและ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี ก่อนที่คลังสหรัฐฯ จะเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเป็น 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อการดำเนินการเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนลดลงชั่วคราว ก่อนจะดีดกลับภายในไม่กี่วัน

มาตรการดังกล่าวยังดำเนินต่อระหว่างวันที่ 9 กันยายนถึง 4 พฤศจิกายน โดย Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สามารถใช้เงินจากบัญชีเงินฝากของคลังสหรัฐฯ (TGA) ซึ่งมีเงินเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องได้

Long ระบุว่า อำนาจของคลังสหรัฐฯ กำลังเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเฟด โดยเฉพาะด้านกฎระเบียบสินทรัพย์ดิจิทัล หลังคลังสหรัฐฯ และสำนักงาน OCC เผยแพร่ร่างกฎภายใต้กฎหมาย GENIUS Act ซึ่งเป็นกฎหมายกำกับดูแล Stablecoin ขณะที่เฟดยังไม่มีความคืบหน้าในระดับเดียวกัน

กฎหมายดังกล่าวมีกำหนดมีผลบังคับใช้วันที่ 18 มกราคม 2027 และคลังสหรัฐฯ ยังต้องมีบทบาทในการกำหนดว่า Stablecoin จากต่างประเทศรายใดสามารถเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้

Long ยังมองว่า Tokenized Deposits หรือ เงินฝากธนาคารที่เคลื่อนย้ายผ่านเครือข่ายบล็อกเชน อาจเข้ามาแข่งขันกับ Stablecoin ในอนาคต ซึ่งเป็นประเด็นที่ธนาคารสหรัฐฯ กังวลเรื่องเงินฝากไหลออก

สำหรับ Bitcoin ตลาดกำลังเผชิญแรงกดดันจากความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 16 กันยายนนี้ ขณะที่ทิศทางตลาดพันธบัตรและมาตรการพยุงสภาพคล่องของคลังสหรัฐฯ จะเป็นอีกตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตา

การตัดสินใจของเฟด จะตอบคำถามเรื่องดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ แต่บทบาทของคลังสหรัฐฯ ต่อตลาดพันธบัตรและกติกาของดอลลาร์ดิจิทัลอาจกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลต้องติดตามต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027

ในขณะที่รายงาน Bitcoin มีการซื้อขายกันอยู่ที่ 77,043 ดอลลาร์ ลดลง 0.78% ช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก CoinMarketCap

ที่มา:beincrypto


มุมมองผู้เขียน: ตลาดแทบจะเชื่อไปแล้วว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นปัจจัยลบต่อ Bitcoin แต่หากมองในภาพที่กว้างขึ้น นักลงทุนยังไม่ควรตัดความเป็นไปได้อื่นออกไป เพราะคลังสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือและมาตรการที่สามารถเข้ามาแทรกแซงตลาดพันธบัตรและสภาพคล่องได้ หากมีมาตรการใหม่เกิดขึ้น ภาพของตลาดก็อาจเปลี่ยนตาม ดังนั้นช่วงนี้นักลงทุนควรจับตาข่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์