bitkub-banner

ตลาดคริปโตฟื้นตัวแรง Market Cap พุ่ง 7.3 ล้านล้านบาท แม้ CLARITY Act ถูกปัดตก

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • มูลค่าตลาดคริปโตโดยรวมพุ่งขึ้นประมาณ 7.3 ล้านล้านบาทภายในไม่กี่ชั่วโมง ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดย Ash Crypto
  • การฟื้นตัวเกิดขึ้นหลังตลาดรับรู้ความล้มเหลวของร่างกฎหมาย CLARITY Act ซึ่งไม่สามารถผ่านขั้นตอนลงมติในวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026
  • Bitcoin ฟื้นตัวกลับขึ้นเหนือ 80,000 ดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนหันมาให้ความสนใจกับการดำเนินงานของ SEC และ CFTC แทนความคืบหน้าด้านกฎหมาย

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

การฟื้นตัวของมูลค่าตลาดคริปโตสะท้อนว่าตลาดอาจรับรู้ความเสี่ยงจากการถูกปัดตกของ CLARITY Act ไปบางส่วนแล้ว และหันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายของหน่วยงานกำกับดูแลสหรัฐฯ รวมถึงสภาพคล่องและปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอย่างรวดเร็วอาจเกิดจากแรงซื้อเก็งกำไรและการปิดสถานะ Short จึงจำเป็นต้องติดตามว่าตลาดสามารถรักษาระดับราคาได้หรือไม่

มูลค่าตลาดคริปโตโดยรวมพุ่งขึ้นประมาณ 7.3 ล้านล้านบาทภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แม้ร่างกฎหมาย CLARITY Act จะไม่สามารถผ่านการลงมติในวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ โดยข้อมูลจาก Ash Crypto ชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวของตลาด หลัง Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ กลับมาได้รับแรงซื้ออีกครั้ง ขณะที่รายงานจาก Barron’s  ระบุว่า Bitcoin ปรับตัวขึ้นประมาณ 5.7% ภายใน 24 ชั่วโมง แตะระดับใกล้ 80,884 ดอลลาร์ แม้ตลาดเพิ่งเผชิญความผิดหวังจากการลงมติร่างกฎหมายดังกล่าว

Bitcoin ฟื้นตัว แม้ CLARITY Act ไม่ผ่านวุฒิสภา

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 วุฒิสภาสหรัฐฯ ไม่สามารถผลักดันร่างกฎหมาย CLARITY Act ให้เดินหน้าต่อได้ หลังการลงมติได้คะแนนเสียง 49 ต่อ 50 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 60 เสียงที่จำเป็นสำหรับการผ่านขั้นตอนดังกล่าว ตามรายงานของ Reuters 

ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างกรอบกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ โดยกำหนดขอบเขตอำนาจของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น SEC และ CFTC รวมถึงหลักเกณฑ์สำหรับธุรกิจคริปโต

หลังผลการลงมติ ตลาดคริปโตและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวลงในช่วงแรก แต่ต่อมา Bitcoin สามารถฟื้นตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ตลาดอาจรับรู้ข่าวร้ายไปแล้ว

รายงานจาก MarketWatch  ระบุว่า Bitcoin ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 80,000 ดอลลาร์ หลังตลาดเริ่มมองว่าปัจจัยลบจากการไม่ผ่านร่างกฎหมาย CLARITY Act ได้ถูกสะท้อนเข้าสู่ราคาไปแล้วบางส่วน

ขณะที่ The Wall Street Journal  รายงานว่า ความล้มเหลวของร่างกฎหมายทำให้ความรับผิดชอบด้านการกำกับดูแลคริปโตหันไปอยู่ที่ SEC และ CFTC มากขึ้น โดยทั้งสองหน่วยงานสามารถเดินหน้าจัดทำกฎเกณฑ์ภายใต้อำนาจที่มีอยู่เดิมได้

อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลผ่านหน่วยงานรัฐอาจมีความไม่แน่นอนมากกว่าการมีกฎหมายจากสภาคองเกรส เนื่องจากกฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของรัฐบาลในอนาคต

หุ้นคริปโตปรับตัวขึ้นตาม Bitcoin

การฟื้นตัวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดคริปโตเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย

ตามรายงานของ Barron’s  หุ้น Strategy ปรับตัวขึ้น 15% ขณะที่ Robinhood เพิ่มขึ้น 8.7% และ Coinbase ปรับตัวขึ้นประมาณ 12% จนกลายเป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนี S&P 500 ในวันดังกล่าว

การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่าตลาดอาจมองว่าความล้มเหลวของ CLARITY Act ไม่ได้หยุดการพัฒนาตลาดคริปโตในสหรัฐฯ โดยสิ้นเชิง แต่ทิศทางในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการดำเนินงานของหน่วยงานกำกับดูแลและความคืบหน้าของกฎหมายในระยะต่อไป

ต้องติดตามแรงซื้อว่าจะยั่งยืนหรือไม่

แม้ Market Cap ตลาดคริปโตจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การปรับตัวขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงไม่ได้หมายความว่าตลาดจะเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่

  • Bitcoin สามารถยืนเหนือระดับ 80,000 ดอลลาร์ได้หรือไม่
  • ปริมาณการซื้อขายและกระแสเงินทุนในตลาด Spot
  • การเคลื่อนไหวของตลาดอนุพันธ์และสถานะ Leverage
  • ท่าทีของ SEC และ CFTC หลัง CLARITY Act หยุดชะงัก
  • ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องในตลาดการเงินโลก

นอกจากนี้ รายงานจาก The Economic Times  ระบุว่า การเคลื่อนไหวของตลาดคริปโตไม่สามารถอธิบายได้จากความล้มเหลวของ CLARITY Act เพียงปัจจัยเดียว เนื่องจากยังมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจมหภาคและตลาดการเงินโดยรวม

ผู้เขียนมองว่า การที่ตลาดคริปโตสามารถฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แม้ CLARITY Act จะไม่ผ่านวุฒิสภา แสดงให้เห็นว่านักลงทุนบางส่วนอาจมองว่าข่าวดังกล่าวถูกสะท้อนเข้าสู่ราคาไปแล้ว และยังมีความคาดหวังต่อการดำเนินงานของ SEC และ CFTC อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของ Market Cap ประมาณ 7.3 ล้านล้านบาทภายในไม่กี่ชั่วโมงควรได้รับการพิจารณาควบคู่กับปริมาณการซื้อขายและความแข็งแกร่งของแรงซื้อ หาก Bitcoin ไม่สามารถรักษาระดับราคาสำคัญได้ การฟื้นตัวครั้งนี้ก็อาจเป็นเพียงการดีดตัวระยะสั้นแทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: