bitkub-banner

ทองคำ-เงินร่วง 4-5% ในวันเดียว มูลค่าหายกว่า $1.2 ล้านล้าน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ราคาทองคำและเงินร่วงหนักในวันเดียว ทองคำลดลงเกือบ 4% ส่วนเงินร่วงเกือบ 5% หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี ที่กว่า 5.15%
  • สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นแรง หลังมีรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านเรื่องการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ตลาดกังวลเงินเฟ้อและคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยสูงต่อไปอีกนาน
  • ต้องจับตาว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะพุ่งต่อไปอีกหรือไม่ เพราะจะยิ่งกดดันสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย เช่น ทองคำและเงิน ให้เผชิญแรงเทขายต่อเนื่อง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงสุดในรอบ 19 ปีสะท้อนภาวะสภาพคล่องที่ตึงตัวขึ้นในระบบการเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทน เช่น ทองคำและเงิน เพราะต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองสูงขึ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนกว่า 5% ต่อปี

ราคาทองคำและเงินในตลาดโลกร่วงลงอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 โดยราคาเงินดิ่งลงเกือบ 5% แตะระดับประมาณ $61.14-61.49 ต่อออนซ์ ขณะที่ทองคำร่วงลงเกือบ 4% มาอยู่ในช่วง $4,165-4,200 ต่อออนซ์ ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ระบุว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี ทำให้มูลค่าตลาดของทองคำและเงินรวมกันหายไปกว่า $1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในวันเดียว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขมูลค่าตลาดที่หายไปนี้เป็นการคำนวณเชิงทฤษฎีจากมูลค่ารวมของทองคำและเงินที่มีอยู่ทั่วโลก ไม่ใช่เงินทุนที่ไหลออกจากตลาดลงทุนจริง

กราฟแสดงราคาเงิน (Silver CFD) ที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็วสู่ระดับประมาณ 61.32 ดอลลาร์ต่อออนซ์
กราฟแสดงราคาเงิน (Silver CFD) ที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็วสู่ระดับประมาณ 61.32 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ภาพจาก: @TheKobeissiLetter)

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงสุดรอบ 19 ปี ต้นตอของแรงเทขาย

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งทะลุระดับ 5.15-5.18% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2550 ก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลก โดยตัวเร่งสำคัญคือราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นแรง หลังมีรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านเกี่ยวกับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ตลาดกลับมากังวลเรื่องเงินเฟ้ออีกครั้ง และเพิ่มความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกนาน หรืออาจถึงขั้นปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ในเดือน ส.ค. และ ก.ย. 2569 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เคยพยายามควบคุมความผันผวนในตลาดพันธบัตร ด้วยการเพิ่มวงเงินโครงการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว (buyback) เป็น 2-3 เท่า แต่แรงเทขายพันธบัตรก็กลับมาอีกครั้ง จนดันอัตราผลตอบแทนทั้งพันธบัตรอายุ 10 ปีและ 30 ปี ขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี

เงินดอลลาร์แข็งค่า กดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้นโดยทั่วไปมักทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นตามไปด้วย และเนื่องจากทองคำและเงินถูกกำหนดราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์จึงส่งผลกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้โดยตรง นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ตลาดโลหะมีค่ายังระบุว่า สถานะการซื้อเก็งกำไร (long position) จำนวนมากที่สะสมมาในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า ถูกบังคับปิดสถานะ (margin stop-out) เมื่อระดับแนวรับสำคัญ เช่น ระดับ $4,200 ของทองคำ ถูกทำลายลง ซึ่งยิ่งเร่งให้แรงเทขายในวันนี้รุนแรงขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ ทองคำและเงินเคยพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงต้นปี 2569 โดยทองคำเคยทำจุดสูงสุดใกล้ $5,595 ต่อออนซ์ และเงินเคยแตะระดับใกล้ $120 ต่อออนซ์ในช่วงปลายเดือน ม.ค. ก่อนที่จะเผชิญการปรับฐานครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา การร่วงลงต่ำกว่า $4,200 ของทองคำในครั้งนี้จึงถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบหลายสัปดาห์ ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น


ส่วนตัวผมมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นเร็วเกินไป สินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยอย่างทองคำและเงินย่อมเจอแรงกดดันหนักเป็นธรรมดา เพราะนักลงทุนสามารถถือพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนกว่า 5% แทนได้โดยไม่ต้องเสี่ยง สิ่งที่น่าสนใจคือเลข $1.2 ล้านล้านดอลลาร์ที่หายไป จริงๆ แล้วเป็นแค่การคำนวณเชิงทฤษฎีจากมูลค่ารวมของทองคำและเงินทั้งโลก ไม่ใช่เงินที่ไหลออกจริง ดังนั้นอย่าตกใจกับตัวเลขนี้มากเกินไป สิ่งที่ผมอยากให้จับตาต่อไปคือทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรว่าจะขึ้นต่อไปอีกแค่ไหน เพราะถ้ายังไต่ระดับต่อเนื่อง สินทรัพย์เสี่ยงในกลุ่มอื่นๆ รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือกก็อาจได้รับแรงกดดันตามไปด้วยในระยะข้างหน้า

ที่มา: @KobeissiLetter

ภาพจาก AI