สรุปข่าว
- รัฐบาลอินเดียสั่งถอดแอปพลิเคชัน Bitchat ของ Jack Dorsey ออกจาก App Store โดยอ้างว่ามีเนื้อหาผิดกฎหมาย
- Bitchat เป็นแอปส่งข้อความและธุรกรรม Bitcoin ที่ไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต ทำให้ไม่สามารถถูกปิดกั้นหรือติดตามตัวตนได้ง่าย
- ยอดดาวน์โหลดในอินเดียพุ่งขึ้นเป็น 85% ของยอดรวมทั่วโลกหลังการสั่งแบน ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องความมั่นคงและการริดรอนสิทธิเสรีภาพ
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
แอปพลิเคชัน Bitchat ซึ่งพัฒนาโดย Jack Dorsey เป็นแอปส่งข้อความและรับส่ง Bitcoin แบบส่งตรงระหว่างอุปกรณ์โดยไม่ต้องพึ่งพาสัญญาณอินเทอร์เน็ต ถูกรัฐบาลอินเดียสั่งแบนออกจาก App Store เนื่องจากความกังวลด้านเนื้อหาผิดกฎหมายและการใช้นัดชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ดี การสั่งแบนดังกล่าวกลับส่งผลให้ยอดดาวน์โหลด Bitchat ในอินเดียพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 85% ของยอดดาวน์โหลดทั่วโลก
ในโลกที่การสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าอาหารหรือน้ำดื่ม การขาดออกจากโลกภายนอกถือเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ซึ่งคุณ Jack Dorsey หนึ่งในผู้สนับสนุน Bitcoin แถวหน้าก็ได้มีการปล่อยแอปพลิเคชัน Bitchat ที่ไม่ต้องง้อสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ใช้งาน แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลอินเดียจะไม่พอใจกับแอปพลิเคชันนี้
อ้างอิงข้อมูลจากโพสต์ของตัว Jack Dorsey เขากล่าวว่า รัฐบาลอินเดียได้ประกาศถอดถอนแอปพลิเคชัน Bitchat ออกจาก App Store ของ Apple โดยอ้างว่ามีสาเหตุมาจากการที่แอปมีเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย ตามการประเมินและคำร้องของกระทรวงอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ก่อนจะถูกแบน และหลังถูกแบน ความสนใจในแอปพลิเคชันดังกล่าวในอินเดียได้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนยอดดาวน์โหลดได้พุ่งขึ้นมาจาก 1% เป็น 85% ของจำนวนการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันในทั่วโลก
ทำไมถึงถูกแบน
เบื้องต้นจากเอกสารที่มีการเปิดเผยออกมายังไม่สามารถสรุปแน่ชัดว่า ทำไมรัฐบาลอินเดียถึงเลือกที่จะทำการแบนแอปพลิเคชันดังกล่าว แต่หากว่ากันตามตรงแล้วตัวของแอปนั้นมีประโยชน์ และไม่น่าจะมีอันตราย ซึ่งทำให้ชาวเน็ตต่างตั้งคำถามกันไปต่างๆ นานาว่าตัวของแอปพลิเคชันอาจ “อันตราย” ในสายตาของรัฐบาลที่มีประชากรกว่า 1.48 พันล้านคน
Bitchat คืออะไร?
พื้นฐานของ Bitchat คือ แอปพลิเคชันส่งข้อความทั่วไปไม่ต่างอะไรกับ Line หรือ Messenger เพียงแค่ว่าตัวของ Bitchat สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ต และไม่สามารถถูกปิดกั้นการส่งข้อความได้จากบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกเนื่องจากเป็นการส่งข้อความโดยตรงไปหาผู้ใช้รายอื่น
หากอธิบายให้เข้าใจง่าย โทรศัพท์มือถือแต่ละเครื่องจะมีการปล่อยสัญญาณออกมา ซึ่ง Bitchat จะทำการฝากข้อความวิ่งไปกับสัญญาณดังกล่าวจนกว่าจะถึงจุดหมาย โดยถ้ามีคนยิ่งใช้แอปมาก การส่งข้อความก็จะนิ่งและทำได้เร็วขึ้น ทำให้แอปพลิเคชันเหมาะสมมากในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติ มิหนำซ้ำตัวแอปยังสามารถส่งธุรกรรม Bitcoin ได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของแอปพลิเคชัน Bitchat นั้นไม่ค่อยจะดีเท่าไรในสายตาของหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากบ่อยครั้งที่ตัวของแอปพลิเคชันถูกใช้ในการต่อต้านรัฐบาลหลายประเทศ เช่น การรวมตัวนัดชุมนุม เป็นต้น เพราะข้อความไม่สามารถถูกใครมาลบได้ตามใจชอบ อีกทั้งตัวตนของผู้ส่งข้อความยังถูกปิดเป็นความลับไม่สามารถแกะรอยได้ง่ายเหมือนกับโซเชียลมีเดีย
จากปัจจัยที่กล่าวไปข้างต้นได้ส่งผลทำให้ภาครัฐเกรงกลัวว่าจะมีผู้ประสงค์ร้ายใช้แอปพลิเคชันในการวางแผนก่อวินาศกรรมในวงกว้างซึ่งถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ในขณะเดียวกันการปิดกั้นการเข้าถึงก็ส่งผลทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐพยายามที่จะริดรอนสิทธิเสรีภาพด้วยเช่นกัน
ปัจจุบันแอปพลิเคชัน Bitchat ยังคงสามารถดาวน์โหลดได้ตามปกติในประเทศไทย และมีการรองรับมากกว่า 28 ภาษา ซึ่งผู้ใช้งานสามารถศึกษาวิธีการใช้ได้จากหลากหลายช่องทาง
มุมมองผู้เขียน : การแบน Bitchat สะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างการควบคุมของรัฐเพื่อความมั่นคงกับการแสวงหาสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน แม้รัฐบาลจะกังวลเรื่องการตั้งกลุ่มก่อความไม่สงบ แต่นวัตกรรมแบบไร้ศูนย์กลาง เช่นนี้ ยิ่งถูกปิดกั้นก็ยิ่งกระตุ้นความสนใจของผู้คน และทำให้การควบคุมข้อมูลแบบเดิมทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

