สรุปข่าว
- สำนักงานความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายแห่งสหภาพยุโรป ระบุว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมไม่ได้เป็นภัยคุกคามตัวบล็อกเชนโดยตรง และคริปโทเคอร์เรนซีจะไม่ล่มสลายเพราะควอนตัมคอมพิวเตอร์ เนื่องจากฟังก์ชันแฮชที่ใช้บันทึกประวัติบล็อกเชนและการขุด Bitcoin ทนทานต่อการโจมตีได้สูง
- จุดอ่อนจริงคือ กระเป๋าเงินคริปโท โดยเฉพาะกระเป๋ายุค Satoshi ที่ Public Key ถูกเปิดเผยบนบล็อกเชนแล้ว ครอบคลุม Bitcoin ราว 6.9 ล้าน BTC
- นักวิจัยมองว่า ปี 2029 คือเส้นตายสำคัญในการย้ายไปใช้ระบบต้านทานควอนตัมคอมพิวเตอร์ แต่ปัญหาใหญ่ของ Bitcoin คือ การโน้มน้าวผู้ใช้ทั่วโลกให้ร่วมกันอัปเดตให้ทันเวลา
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
ข่าวนี้ช่วยตอกย้ำว่า ตัวระบบบล็อกเชนและกระบวนการขุด Bitcoin ยังคงมีความปลอดภัยสูง ซึ่งช่วยลดความกังวลเชิงโครงสร้างในระยะยาวลงได้ ส่วนในมุมความเสี่ยง ประเด็นเรื่อง Bitcoin จำนวน 6.9 ล้าน BTC ที่สุ่มเสี่ยง รวมถึงข้อถกเถียงเรื่องการแช่แข็งสินทรัพย์ อาจกลับมารบกวนและสร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาต่อตลาดเป็นระยะๆ ได้ ซึ่งเส้นตายสำคัญอย่างปี 2029 ยังอยู่อีกค่อนข้างไกล ผลกระทบต่อราคา Bitcoin ในระยะสั้นจึงน่าจะมีอยู่อย่างจำกัด
รายงานล่าสุดจากสำนักงานความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายแห่งสหภาพยุโรป (Europol) ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงสำคัญว่า เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ควอนตัม ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อตัวบล็อกเชนโดยตรง และคริปโทเคอร์เรนซีจะไม่ล่มสลายเพราะควอนตัมคอมพิวเตอร์ เนื่องจากฟังก์ชันแฮชที่ใช้บันทึกประวัติบล็อกเชนและการขุด Bitcoin มีความปลอดภัยสูง ทนทานต่อการโจมตีของควอนตัม
แต่จุดที่น่ากังวลจริงๆ คือ ความปลอดภัยของกระเป๋าเงินคริปโท ซึ่งอาจถูกควอนตัมถอดรหัส Private Keys เพื่อขโมยสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ไปได้
ทั้งนี้ แม้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ระดับที่จะโจมตีได้จริงจะยังมาไม่ถึง แต่นักวิจัยมองว่า ปี 2029 คือ เส้นตายสำคัญที่ต้องเริ่มย้ายไปใช้ระบบป้องกันแบบต้านทานควอนตัมคอมพิวเตอร์ พร้อมเตือนให้นักพัฒนา กระดานเทรด และผู้ใช้งาน เริ่มอัปเดตกระเป๋าเงิน และเตรียมความพร้อมล่วงหน้าตั้งแต่ตอนนี้ครับ
จุดเปราะบางของ “กระเป๋ายุค Satoshi” และข้อถกเถียงเรื่องการแช่แข็งสินทรัพย์
ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุด ตกอยู่กับกระเป๋า Bitcoin ยุคแรกเริ่ม หรือ “ยุค Satoshi” ซึ่ง Public Keys ถูกเปิดเผยและปรากฏอยู่บนบล็อกเชนอย่างชัดเจน โดยมี Bitcoin ที่สุ่มเสี่ยงอยู่ราว 6.9 ล้าน BTC เนื่องจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีพลังคำนวณสูงพอ สามารถนำ Public Keys เหล่านี้ไปถอดรหัสย้อนกลับ เพื่อหา Private Keys แล้วโอนเงินออกไปได้
ยิ่งไปกว่านั้น Europol ระบุว่า Keys ที่ถูกเปิดเผยไปแล้วไม่สามารถแก้ไขความปลอดภัยย้อนหลังได้ จึงเกิดข้อถกเถียงครั้งใหญ่ในชุมชน Bitcoin ว่า ควรร่วมมือกันแช่แข็งสินทรัพย์ในกระเป๋ายุค Satoshi เพื่อป้องกันการถูกแฮกในอนาคตหรือไม่
ความท้าทายเชิงเทคนิคในการย้ายระบบทั้งเครือข่าย
นอกจากเรื่องคีย์ที่ถูกเปิดเผยแล้ว การอัปเดตระบบของ Bitcoin ทั้งหมดให้สามารถต้านทานคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้ ยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากโครงสร้างการเข้ารหัสลายเซ็นดิจิทัลแบบใหม่ หลังยุคควอนตัม (Post-Quantum Signature) มีขนาดใหญ่กว่าลายเซ็นที่ใช้อยู่ในปัจจุบันถึง 10 ถึง 120 เท่า
โดยผลการศึกษาเมื่อปี 2024 ประเมินว่า การเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทั้งหมดในระบบให้เป็นรูปแบบต้านควอนตัมคอมพิวเตอร์ จะต้องใช้พื้นที่จัดเก็บรวมกัน คิดเป็นเวลาของบล็อกสะสมอย่างน้อย 76 วัน และหากแบ่งพื้นที่ 25% ของทุกๆ บล็อกมาเพื่อกระบวนการนี้เพียงอย่างเดียว ก็จะต้องใช้เวลารวมนานถึง 300 วัน
ดังนั้น ความท้าทายที่แท้จริงของ Bitcoin จึงไม่ใช่การค้นหาอัลกอริทึมใหม่ แต่เป็นการโน้มน้าวให้ผู้ใช้งานในเครือข่ายแบบไร้ศูนย์กลางทั่วโลกยอมรับ และร่วมกันอัปเดตระบบให้ทันท่วงที ก่อนที่กระเป๋าเป้าหมายจะถูกโจมตี
ที่มา : coindesk
มุมมองผู้เขียน : แม้เทคโนโลยีการป้องกันจะถูกพัฒนาขึ้นมาพร้อมใช้งานแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่คือ เวลาและการยอมรับร่วมกัน ซึ่งเป็นสองปัจจัยที่ตกลงกันได้ยากที่สุดในเครือข่ายแบบไร้ศูนย์กลาง ทั้งนี้ผู้ใช้งานทั่วไป ควรเริ่มติดตามข่าวสารความคืบหน้าเกี่ยวกับมาตรฐานการป้องกันภัยควอนตัมอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมที่จะย้ายสินทรัพย์ไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ไม่เปิดเผย Public Key เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

