bitkub-banner

10.10 กลับมาอีกครั้ง? ย้อนรอยตลาดคริปโทฯ วิปโยค Bitcoin ร่วงหนัก-ล้างพอร์ตครั้งประวัติศาสตร์

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ราคา Bitcoin เคลื่อนไหวบริเวณ 81,800 ดอลลาร์ ต่ำกว่าจุดสูงสุดของเดือนที่ 87,000 ดอลลาร์ ราว 6% ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุน
  • ย้อนรอยวิกฤต 10.10 หรือวันที่ 10 ตุลาคม 2025 ความตึงเครียดทางการค้าสหรัฐฯ-จีน กระตุ้นให้ Bitcoin ร่วงหนักและเกิดการล้างพอร์ตครั้งประวัติศาสตร์
  • เลเวอเรจเร่งความเสียหาย การบังคับปิดสถานะซื้อขายเป็นลูกโซ่ทำให้แรงขายรุนแรงขึ้น กระทบนักเทรดมากถึง 1.5 – 1.6 ล้านรายทั่วโลก

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

Bitcoin ปรับตัวลงมาอยู่บริเวณ 81,800 ดอลลาร์ ท่ามกลางความสนใจของนักลงทุนที่ย้อนกลับไปจับตาเหตุการณ์ 10.10 หรือวันที่ 10 ตุลคาคมในปี 2025 ซึ่งความตึงเครียดทางการค้าสหรัฐฯ-จีน จุดชนวนให้ตลาดคริปโตร่วงหนักและเกิดการล้างพอร์ตมูลค่ากว่า 19,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 24 ชั่วโมง ปัจจัยสำคัญที่ขยายความเสียหายคือการใช้เลเวอเรจและการล้างพอร์ตแบบลูกโซ่ ซึ่งเร่งแรงขายให้รุนแรงขึ้น เหตุการณ์นี้จึงเป็นบทเรียนว่าตลาดคริปโตยังเปราะบางต่อข่าวเศรษฐกิจและสภาพคล่องที่ลดลง แม้วันที่ 10 ตุลาคมจะกลับมาอีกครั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าวิกฤตจะเกิดซ้ำโดยอัตโนมัติ

Bitcoin (BTC) ส่งสัญญาณชะลอตัวลงอีกครั้ง ล่าสุดเคลื่อนไหวแถว 81,800 ดอลลาร์ หรือลดลงราว 6% จากจุดสูงสุดของเดือนบริเวณ 87,000 ดอลลาร์ หลังเผชิญแรงขายต่อเนื่องหลายวัน ท่ามกลางสายตานักลงทุนที่กำลังจับตาความเคลื่อนไหวของตลาดคริปโทฯ ประจำเดือนตุลาคมอย่างใกล้ชิด

บรรยากาศซบเซาของตลาดในตอนนี้ ชวนให้หลายคนย้อนรำลึกไปถึงฝันร้ายเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 (10.10) ซึ่งเป็นวันที่ชนวนความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ปะทุขึ้นจนสร้างแรงกระแทกมหาศาลต่อตลาดคริปโทฯ ในครั้งนั้น ราคา Bitcoin ดิ่งลงลึกกว่า 16% ส่งผลให้นักลงทุนสายเลเวอเรจถูกล้างพอร์ตครั้งประวัติศาสตร์ รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 6 แสนล้านบาท) ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นวันที่สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดให้กับตลาดคริปโต และเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต้องหันกลับมาทบทวนความเสี่ยงของการใช้เลเวอเรจอีกครั้ง 

วันที่ 10 ตุลาคม 2025 เกิดอะไรขึ้น?

ชนวนเหตุเริ่มต้นจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน หลังจีนประกาศขยายข้อจำกัดการส่งออกแร่หายาก หรือ “Rare Earths” ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ตอบโต้ด้วยการประกาศเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติมอีก 100% พร้อมส่งสัญญาณใช้มาตรการควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญเพิ่มเติม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความกังวลว่าสงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจจะกลับมารุนแรงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มลดความเสี่ยงในการลงทุน

แรงเทขายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดหุ้น แต่ยังลุกลามเข้าสู่ตลาดคริปโตอย่างรวดเร็ว โดย Bitcoin ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ขณะที่ Ethereum และ Altcoin อีกหลายตัวเผชิญแรงขายหนักตามไปด้วย

สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์ครั้งนั้นแตกต่างจากการปรับฐานทั่วไปคือ แรงกดดันจากข่าวเศรษฐกิจได้เข้าไปกระตุ้นการล้างพอร์ตของนักลงทุนที่ใช้เลเวอเรจ จนความเสียหายขยายตัวอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ทำไมตลาดถึงพังหนักขนาดนั้น?

ปัจจัยหลักที่ทุบตลาดให้ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วคือ “การล้างพอร์ตแบบลูกโซ่” (Liquidation Cascade) ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อนักเทรดกู้ยืมเงินเลเวอเรจเพื่อนำมาใช้เร่งผลตอบแทน แต่ตลาดดันเหวี่ยงสวนทาง

ตัวอย่างเช่น นักเทรดเปิด Long position ด้วยเลเวอเรจ 20x ใช้เงินทุนตัวเอง 1,000 ดอลลาร์ แต่คุมสัญญาซื้อขายมูลค่าสูงถึง 20,000 ดอลลาร์ หากราคา Bitcoin ร่วงลงมาเพียง 5% ผลขาดทุนจะแตะ 1,000 ดอลลาร์ทันที ส่งผลให้เงินต้นหายเกลี้ยงและถูกระบบบังคับปิดสถานะในเสี้ยววินาที

รายงานจาก S&P Global ระบุว่า ในชั่วโมงที่ราคา Bitcoin ทิ้งดิ่ง สัญญา Perpetual Futures บนกระดานเทรดชั้นนำอย่าง Binance, Bybit และ OKX ถูกล้างพอร์ตไปมากกว่า 1,200 ล้านดอลลาร์ในเวลาเพียงชั่วโมงเดียว ตัวเลขนี้ชี้ชัดว่า เมื่อแรงกระแทกจากเศรษฐกิจภายนอกปะทะเข้ากับตลาดที่อัดแน่นด้วยเลเวอเรจ ความเสียหายจะลุกลามและทวีคูณอย่างรวดเร็วมากกว่าปกติ

เงินหายไป 19,000 ล้านดอลลาร์ หมายความว่าอย่างไร ?

ตัวเลขการล้างพอร์ตทะลุ 19,000 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นสถิติที่ทำให้เหตุการณ์ 10/10 ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์คริปโทฯ ข้อมูลชี้ว่ามีนักเทรดได้รับผลกระทบราว 1.5 – 1.6 ล้านราย โดยเกือบทั้งหมดคือฝั่ง Long ที่เดิมพันว่าราคาจะขึ้นต่อ

แรงสะเทือนไม่ได้หยุดอยู่แค่ Bitcoin หรือเหรียญ Altcoin อื่นๆ แต่ลามไปถึงเหรียญกลุ่ม Stablecoin และสินทรัพย์ค้ำประกัน โดยเฉพาะ USDe ของ Ethena บนกระดาน Binance ที่หลุด Peg ต่ำกว่า 1 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้พอร์ตของผู้ที่นำ USDe ไปวางเป็นหลักประกันถูกบังคับขายตามไปด้วย

แม้ภายหลังจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กลไกคำสั่งซื้อขายและระบบจัดการความเสี่ยงของกระดานเทรดต่างๆ แต่ชนวนแรกเกิดจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ผนวกกับความกังวลด้านเศรษฐกิจมหภาค ส่วนกลไกภายในตลาดเป็นตัวเร่งให้ความเสียหายบานปลาย

ทำไมเหตุการณ์ 10.10 ถึงสำคัญกับตลาดคริปโต?

เหตุการณ์ 10 ตุลาคม 2025 กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า แม้ Bitcoin จะเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุด แต่ก็ยังเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรงได้ เมื่อปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคเข้ามากระทบตลาดพร้อมกับการใช้เลเวอเรจจำนวนมากและสภาพคล่องที่ลดลง

การกลับมาของเดือนตุลาคมในปีนี้จึงทำให้นักลงทุนหันมาจับตาความเคลื่อนไหวของ Bitcoin และตลาดคริปโตอีกครั้ง แต่การที่วันที่ 10 ตุลาคมเวียนกลับมา ไม่ได้หมายความว่า ตลาดจะต้องเกิดเหตุการณ์รุนแรงซ้ำรอยเดิมเสมอไป

สิ่งที่ต้องติดตามคือ ปัจจัยพื้นฐานที่กำลังขับเคลื่อนตลาด ระดับความผันผวน สภาพคล่อง และปริมาณการใช้เลเวอเรจ เพราะองค์ประกอบเหล่านี้ต่างหากที่อาจกำหนดว่า ตลาดจะรับมือกับแรงกระแทกครั้งต่อไปได้มากน้อยเพียงใด


มุมมองผู้เขียน: บทความนี้เป็นการย้อนรอยเหตุการณ์ในอดีต จึงไม่ได้เป็นปัจจัยชี้นำราคาโดยตรง อย่างไรก็ตาม ความทรงจำเกี่ยวกับวิกฤต 10.10 อาจทำให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น โดยทิศทาง Bitcoin ในระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับข่าวเศรษฐกิจ สภาพคล่อง และระดับการใช้เลเวอเรจในตลาด