สรุปข่าว
- ผู้ใช้งานแห่ถอนสินทรัพย์จาก Binance มูลค่ากว่า 1.9 แสนล้านบาท ภายใน 24 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุแฮกมูลค่าความเสียหาย 2.1 แสนล้านบาท
- Binance เปิดถอนเงินแล้ว 15 เครือข่าย ครอบคลุม Bitcoin, Ethereum, BNB Smart Chain และ XRP Ledger
- Binance ใช้เงินสำรองของบริษัทและกองทุนประกันต่าง ๆ เข้าชดเชยสินทรัพย์ที่สูญหาย ชดเชยความเสียหายแล้ว 90%
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Binance เผชิญเหตุการณ์ถอนเงินครั้งใหญ่ หลังผู้ใช้งานถอนสินทรัพย์ออกจากแพลตฟอร์มรวม 5.8 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.9 แสนล้านบาท) ภายใน 24 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุแฮกมูลค่า 6.3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.1 แสนล้านบาท) ขณะที่บริษัททยอยเปิดระบบถอนเงินแล้ว 15 เครือข่าย และระบุว่ายอดถอนเริ่มชะลอตัวลง โดย USDT เป็นสินทรัพย์ที่ถูกถอนมากที่สุด ตามด้วย USDC และ Bitcoin นอกจากนี้ Binance ยังเปิดเผยว่า ได้ชดเชยสินทรัพย์ที่สูญหายไปแล้วประมาณ 90%
Binance กระดานเทรดคริปโทฯ รายใหญ่ของโลก กำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งสำคัญ หลังผู้ใช้งานแห่ถอนสินทรัพย์ออกจากแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ยอดเงินไหลออกสุทธิพุ่งแตะ 1.9 แสนล้านบาท ภายใน 24 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุแฮกมูลค่า ราว 2.1 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นการโจรกรรมคริปโทครั้งใหญ่ที่สุดในวงการ
ข้อมูลจาก DefiLlama ระบุว่า Binance มียอดเงินไหลออกสุทธิสูงถึง 5.8 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.9 แสนล้านบาท) ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สะท้อนถึงแรงกดดันด้านความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ในอุตสาหกรรมคริปโท
อย่างไรก็ตาม Binance ระบุว่า ยอดถอนเงินที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงแรกเริ่มชะลอตัวลงแล้ว และกำลังเข้าสู่ภาวะทรงตัว โดยกระดานเทรดมองว่ เงินที่ไหลออกไปยังคิดเป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ของผู้ใช้งานทั้งหมดที่บริษัทดูแลอยู่ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 171,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.7 ล้านล้านบาท)
เมื่อวานนี้เวลา 19:36 น ตามเวลาประเทศไทย Binance เปิดเผยว่า ได้กลับมาเปิดระบบถอนโทเคนบนเครือข่ายแล้ว 15 เครือข่าย รวมถึง Bitcoin, Ethereum, BNB Smart Chain และ XRP Ledger พร้อมเร่งทยอยฟื้นฟูเครือข่ายและสินทรัพย์อื่น ๆ เพิ่มเติม
สำหรับสินทรัพย์ที่ถูกถอนออกมากที่สุด ได้แก่ USDT ตามด้วย USDC และ Bitcoin (BTC) สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ใช้งานจำนวนมากเลือกย้ายทั้ง Stablecoin และสินทรัพย์ดิจิทัลออกจากแพลตฟอร์มหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ Binance เปิดเผยว่า บริษัทได้ชดเชยสินทรัพย์ที่สูญหายจากเหตุการณ์แฮกครั้งนี้ไปแล้วประมาณ 90% โดยนำเงินจากเงินสำรองของบริษัท กองทุน SAFU ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อคุ้มครองสินทรัพย์ของผู้ใช้งาน และกองทุนประกันความเสียหายจากการซื้อขาย Futures มาใช้ชดเชย
มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือ ยอดถอนเงินจะกลับสู่ภาวะปกติได้หรือไม่ และ Binance จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนกลับมาได้เร็วแค่ไหน
ที่มา:cointelegraph

