สรุปข่าว
- Binance เผยรายงานทางเทคนิคฉบับแรกของเหตุแฮก ระบุว่าแฮกเกอร์หลอกวิศวกรผ่านการสัมภาษณ์งานปลอม ให้รันงานทดสอบที่ฝังมัลแวร์ จนเครื่องทำงานของพนักงานถูกเจาะ
- แฮกเกอร์ใช้เครื่องที่ถูกเจาะและเครื่องมือ AI ภายในของ Binance เป็นทางผ่านเพื่อขยายการเข้าถึง จนควบคุมระบบเซ็นธุรกรรมของ Hot Wallet และดูดเงินราว $6.34 พันล้านเมื่อ 29 ต.ค.
- Binance ระบุว่าสร้างระบบกระเป๋าเงินและเครื่องมือ AI ภายในที่ได้รับผลกระทบขึ้นใหม่ พร้อมเพิ่มการลงทุนด้านระบบตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
รายงานชี้ว่าการโจมตีเป็นปฏิบัติการต่อเนื่องหลายเดือนและเจาะผ่านมนุษย์กับเครื่องมือภายใน ไม่ใช่แค่ช่องโหว่ทางเทคนิค ทำให้ตลาดตั้งคำถามกับความปลอดภัยของกระดานเทรดรายใหญ่ทั้งอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม Binance ยืนยันว่าชดเชยความเสียหายของผู้ใช้แล้ว ช่วยลดแรงกดดันฝั่งผู้ใช้ได้บางส่วน
เมื่อเวลา 22:30 น. ของวันที่ 3 พ.ย. Binance เผยแพร่รายงานทางเทคนิคเบื้องต้นอธิบายสาเหตุของเหตุแฮก Hot Wallet ที่เกิดขึ้นเมื่อ 29 ต.ค. โดยระบุว่าแฮกเกอร์ใช้การสัมภาษณ์งานปลอมเพื่อเจาะเครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงาน ตามรายงานจาก Cointelegraph การเจาะครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการโจมตีที่นำไปสู่การสูญเสียราว $6.34 พันล้าน ขณะที่ Whale Insider รายงานว่าผู้โจมตีใช้เครื่องที่ถูกเจาะและเครื่องมือ AI ภายในเพื่อเข้าควบคุมกระเป๋าเงิน ด้าน Bull Theory ระบุว่ามัลแวร์ทำให้แฮกเกอร์เข้ายึดบัญชีของวิศวกรเพิ่มได้อีก
ไทม์ไลน์ตั้งแต่ปลอมเป็นผู้สรรหาบุคลากรจนถึงดูดเงิน
ข้อมูลที่ตรวจสอบจากรายงานของ Binance ระบุว่าการโจมตีไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว ช่วงมิถุนายน วิศวกร DevOps ในทีมกระเป๋าเงินดาวน์โหลดเครื่องมือเขียนโค้ด AI เวอร์ชันที่ถูกดัดแปลงผ่าน Homebrew แม้ Binance ตรวจพบและเปลี่ยนเครื่องพร้อมหมุนเวียนข้อมูลยืนยันตัวตนแล้ว แต่ผู้โจมตีได้แผนผังทีมและตัวตนภายในของวิศวกรโครงสร้างกระเป๋าเงินไปแล้ว
ต่อมาในเดือนกันยายน ผู้โจมตีปลอมตัวเป็นผู้สรรหาบุคลากร จัดสัมภาษณ์ทางวิดีโอกับวิศวกรซอฟต์แวร์ของ Binance รวมถึงการคุยกับซีอีโอปลอม แล้วให้รันงานทดสอบกลับไปทำที่บ้านซึ่งมีมัลแวร์ฝังอยู่ ตัวมัลแวร์ผ่านระบบป้องกันปลายทางไปได้ และทำให้เครื่องทำงานของพนักงานถูกควบคุม
เครื่องมือ AI ภายในเป็นทางผ่าน ไม่ใช่ตัวดูดเงิน
โพสต์บนโซเชียลจำนวนมากสื่อว่า AI ของ Binance เป็นผู้ดูดเงินออกจากกระเป๋า แต่ข้อมูลที่ตรวจสอบแล้วชี้ว่า เครื่องมือ AI ถูกใช้เป็นทางผ่านภายในเมื่อ 20 ต.ค. เพื่อเก็บโทเคนสำหรับ Deploy คอนเทนเนอร์ และเล็งเป้าหมายวิศวกรกระเป๋าเงินอีก 2 คน ส่วนการโจมตีจริงเมื่อ 29 ต.ค. ระหว่างเวลา 17:15 ถึง 19:56 UTC เกิดจากการ Deploy คอนเทนเนอร์อันตรายด้วยข้อมูลยืนยันตัวตนที่ขโมยมา ก่อนเจาะระบบเซ็นธุรกรรมของ Hot Wallet และใช้มาตรฐานการอนุญาต EIP-7702 ของ Ethereum เลี่ยงการควบคุมการอนุมัติ ทำให้เงินราว $6.34 พันล้านไหลออกจาก 10 บล็อกเชนในเวลาประมาณ 20 นาที
ผู้ใช้ได้รับการชดเชย แต่ความเชื่อมั่นยังเปราะบาง
ภายหลังเหตุการณ์ Binance ระงับการฝากถอนชั่วคราว และร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ และบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน จนอายัดหรือสกัดเงินได้ราว $2.85 พันล้าน เมื่อ 31 ต.ค. Binance แจ้งว่าเติมสินทรัพย์โทเคนคืนแล้ว 98% จากทุนสำรองของบริษัท เงินประกันตลาดฟิวเจอร์ และกองทุน SAFU พร้อมให้คำมั่นว่าผู้ใช้จะไม่เสียหาย และความเสียหายครั้งนี้จำกัดอยู่ที่ Binance.com ขณะที่ Binance.US ไม่ได้รับผลกระทบ หน่วยงานด้านความมั่นคงและบริษัทวิเคราะห์หลายแห่งโยงปฏิบัติการนี้กับกลุ่ม TraderTraitor ของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Lazarus Group
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Binance กางคลัง Proof of Reserves เร่งฟื้นระบบถอนเงิน และ เกาหลีเหนือปัดเอี่ยวแฮ็ก Binance ขณะที่ราคา BNB ล่าสุดอยู่ที่ $697.41 ลดลง 0.52% ใน 24 ชั่วโมง ซึ่งยังไม่สะท้อนแรงตื่นตระหนกรุนแรง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้น่ากลัวกว่าตัวเลข $6.34 พันล้านเสียอีก เพราะจุดอ่อนไม่ได้อยู่ที่โค้ดหรือกระเป๋าเงิน แต่อยู่ที่คนกับเครื่องมือภายใน แฮกเกอร์ใช้เวลาหลายเดือนไล่สืบตัวคน หลอกสัมภาษณ์ แล้วค่อยขยับทีละขั้น ต่อให้ระบบเทคนิคแข็งแรงแค่ไหน ถ้าเครื่องของวิศวกรคนเดียวโดนเจาะก็ยังพังได้ ที่น่าจับตาคือ Binance บอกว่าจะเพิ่มระบบตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติด้วย AI และตั้งกองทุนวิจัยความปลอดภัย ต้องดูว่ากระดานเทรดอื่นจะยกระดับตามหรือเปล่า รวมถึงเงินราว $2.85 พันล้านที่ยังอายัดอยู่จะกู้คืนได้มากน้อยแค่ไหน สำหรับคนที่ฝากเหรียญไว้บนกระดานเทรดก็ควรกระจายความเสี่ยงและทบทวนว่าเก็บของไว้ตรงไหนบ้าง
ที่มา: Cointelegraph
ภาพจาก AI

