สรุปข่าว
- Bloomberg รายงานว่าแฮกเกอร์ Binance จ่ายค่าธรรมเนียมเครือข่ายราว $15 เพื่อดูดเงินประมาณ $2.5 พันล้านออกจากกระเป๋าเงินในธุรกรรมเดียว โดยใช้ฟีเจอร์ EIP-7702 ของ Ethereum
- เหตุแฮกเกิดขึ้นตั้งแต่ 29 ต.ค. 2569 ไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ และยอดดูดรวมทุกเครือข่ายอยู่ที่ราว $6.3 พันล้าน ส่วน $2.5 พันล้านคือเฉพาะกระเป๋าร้อนบน Ethereum
- Binance ยืนยันว่าต้นเหตุไม่ใช่ช่องโหว่ของ Ethereum แต่เป็นการเจาะระบบภายในและระบบเซ็นการถอนของบริษัท โดยบริษัทระบุว่าจะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดเอง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
ข่าวนี้เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมของเหตุที่ตลาดรับรู้และตอบสนองไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม ไม่ได้เพิ่มความเสียหายหรือความเสี่ยงใหม่ ขณะที่ Binance ประกาศชดเชยผู้ใช้และเปิดถอนกลับมาแล้ว แรงกระแทกเชิงราคาจากข่าวนี้จึงจำกัด
เมื่อเวลา 13:51 น. วันที่ 6 พ.ย. 2569 ตามรายงานจาก Cointelegraph อ้างอิง Bloomberg ระบุว่าแฮกเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตี Binance จ่ายค่าธรรมเนียมเครือข่ายเพียงราว $15 เพื่อดูดเงินประมาณ $2.5 พันล้านออกในธุรกรรมเดียว ผ่านฟีเจอร์จากการอัปเกรด EIP-7702 ของ Ethereum จุดที่ต้องทำความเข้าใจคือ เหตุการณ์ดูดเงินเกิดขึ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2569 สิ่งที่เป็นข่าวใหม่วันนี้คือรายละเอียดต้นทุนของธุรกรรมที่ Bloomberg นำมาเปิดเผย ตัวเลข $2.5 พันล้านก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของยอดความเสียหายทั้งหมดที่ราว $6.3 พันล้านจากหลายเครือข่าย
EIP-7702 ช่วยให้ดูดเงินได้ในครั้งเดียวอย่างไร
EIP-7702 เป็นฟีเจอร์ในการอัปเกรด Pectra ของ Ethereum เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ให้บัญชีทั่วไปมอบสิทธิ์การรันโค้ดให้สัญญาอัจฉริยะได้ชั่วคราว จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ แฮกเกอร์เตรียมการอนุมัติที่เซ็นไว้ล่วงหน้า 50 ชุดให้ตรงกับลำดับธุรกรรมของกระเป๋าเงิน เมื่อกระเป๋าร้อนของ Binance บน Ethereum ยอมรับการมอบสิทธิ์ ก็รันโค้ดของสัญญาที่แฮกเกอร์เตรียมไว้ และกวาด ETH ราว 167,464 ETH, USDT ราว 1.615 พันล้านดอลลาร์ และโทเคนอื่นอีก 63 ชนิดออกไปในธุรกรรมเดียว
ถ้าไม่มีกลไกนี้ การดูดโทเคนกว่า 60 ชนิดจะต้องแยกทำหลายสิบธุรกรรม เสี่ยงทำให้ระบบเตือนภัยของกระดานเทรดทำงานและทันสั่งระงับกระเป๋าเงิน การรวมทุกอย่างไว้ในบล็อกเดียวจึงลดเวลาที่ฝ่ายป้องกันจะตอบโต้ได้
ไม่ใช่ช่องโหว่ของ Ethereum แต่ระบบภายในถูกเจาะ
พาดหัวที่ว่าแฮกเกอร์ “ใช้ช่องโหว่” ของ EIP-7702 อาจทำให้เข้าใจผิดได้ ข้อมูลที่ตรวจสอบแล้วระบุว่า EIP-7702 ทำงานตามที่ออกแบบไว้ทุกประการ ไม่มีการเจาะโปรโตคอลของ Ethereum ต้นเหตุจริงตามที่ Binance ยืนยันคือการโจมตีแบบหลอกลวงทางสังคมหลายขั้นตอนที่เริ่มมาก่อนหน้าหลายเดือน รวมถึงการสัมภาษณ์งานปลอม แฮกเกอร์เข้าถึงเครื่องของวิศวกร DevOps คนหนึ่ง เจาะเข้าระบบภายใน และใช้ระบบเซ็นการถอนของ Binance ออกการอนุมัติที่ถูกต้อง EIP-7702 จึงเป็นเพียงตัวช่วยให้ดูดเงินได้เร็วและครบในครั้งเดียว
หน่วยงานด้านข่าวกรองบล็อกเชนอย่าง TRM Labs และ Chainalysis รวมถึง FBI ระบุว่ากลุ่ม TraderTraitor หรือ Lazarus Group ของเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังเหตุครั้งนี้ ขณะที่ Tether อายัด USDT ราว $1.57 พันล้าน และ Circle อายัด USDC กว่า $800 ล้าน ทำให้ยอดเงินที่ถูกอายัดรวมอยู่ที่ราว $2.7 ถึง $3 พันล้าน
ทำไมตัวเลข $15 ถึงน่าสนใจ
ในระบบการเงินแบบดั้งเดิม การโอนเงินระดับพันล้านต้องผ่านการตรวจสอบและเวลาหักบัญชีหลายขั้นตอน แต่บนบล็อกเชนสาธารณะ เมื่อลายเซ็นถูกต้อง เครือข่ายจะประมวลผลโดยไม่สนว่ามูลค่าเท่าไร ค่าธรรมเนียมจึงอยู่ที่หลักสิบดอลลาร์ ในเหตุครั้งนี้ Binance ยังไม่สามารถเพิกถอนการมอบสิทธิ์ได้ทันที เพราะกระเป๋าเงินใช้ระบบ MPC ไม่มีกุญแจเดี่ยวสำหรับสั่งยกเลิกในทันที ทีมวิศวกรต้องเขียนและนำขั้นตอนเพิกถอนขึ้นใช้เองระหว่างเกิดเหตุ ซึ่งใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า เปิดประวัติ TraderTraitor แฮกเกอร์หัวกะทิเกาหลีเหนือ ผู้อยู่เบื้องหลังแผนปล้น Binance $6.3 พันล้าน และ Coinbase เผยเก็บสินทรัพย์ลูกค้าแบบออฟไลน์กว่า 99% หลังเหตุ Binance ถูกโจมตี ซึ่งสะท้อนว่าเหตุครั้งนี้ทำให้ทั้งอุตสาหกรรมหันมาทบทวนวิธีเก็บสินทรัพย์
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าตัวเลข $15 เป็นประเด็นที่ดึงความสนใจได้ดี แต่บทเรียนจริงอยู่ที่ฝั่งความปลอดภัยภายในองค์กร ไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีของ Ethereum เพราะต่อให้เครือข่ายออกแบบดีแค่ไหน ถ้าระบบเซ็นการถอนถูกควบคุมโดยแฮกเกอร์ ลายเซ็นที่ออกมาก็ถือว่าถูกต้องในสายตาของเครือข่าย สิ่งที่ควรจับตาต่อคือกระดานเทรดอื่นจะปรับวิธีเก็บกุญแจและระบบอนุมัติการถอนอย่างไร รวมถึงมีการพูดถึงการปรับกลไกเพิกถอนการมอบสิทธิ์ของ EIP-7702 หรือไม่ ส่วนผู้ใช้ทั่วไป การกระจายความเสี่ยงและไม่เก็บทุกอย่างไว้ที่กระดานเทรดเดียวยังเป็นเรื่องที่ควรคิดไว้เสมอ
ที่มา: Cointelegraph
ภาพจาก AI
