เปิดปีใหม่ 2026 มาได้เพียงไม่นาน โลกคริปโตก็ต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง หลังจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด ซึ่งได้นำไปสู่การบุกควบคุมตัว ‘นิโคลัส มาดูโร’ ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้สะเทือนเฉพาะเวทีการเมือง แต่ยังทำให้เกิดข่าวลือหนาหูที่อาจเปลี่ยนสมดุลของตลาด Bitcoin ทั้งระบบ
ตามรายงานข่าวกรองระบุว่า ภายใต้รัฐบาลของมาดูโร เวเนซุเอลาอาจสะสม “คลังสำรองลับ” ในรูปแบบของ Bitcoin ไว้มากถึง 600,000–660,000 BTC หรือคิดเป็นมูลค่าราว 60,000–67,000 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ เทียบเท่าราว 3% ของอุปทาน Bitcoin หมุนเวียนทั้งหมด และมากพอจะผลักดันให้เวเนซุเอลากลายเป็นหนึ่งในผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดของโลก ในระดับเดียวกับกองทุนสถาบันยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock หรือบริษัทอย่าง Strategy
ข้อมูลระบุว่า การสะสมดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2018 โดยมีจุดเริ่มจากการนำทองคำหลายสิบตันจากเขตเหมือง Orinoco ไปขายและแปลงเป็น Bitcoin ในช่วงที่ราคาเฉลี่ยอยู่เพียงราว 5,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ การสะสมล็อตนี้เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันถูกประเมินว่า มีมูลค่าสูงกว่า 36,000 ล้านดอลลาร์ และเป็นแกนหลักของคลังสำรองลับของประเทศ
ในช่วงปี 2023-2025 หลังจากโครงการเหรียญ Petro ล้มเหลว รัฐบาลได้กำหนดให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติ PDVSA รับชำระค่าน้ำมันด้วย Tether ( USDT) ก่อนนำ Stablecoin เหล่านี้ ไปหมุนเวียนเปลี่ยนเป็น Bitcoin เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกอายัด และลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะเดียวกัน การยึดเครื่องขุดจากเหมืองขุดภายในประเทศก็เป็นอีกแหล่งที่มาที่ทำให้ยอดถือครอง Bitcoin เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านนักวิเคราะห์มองว่า Bitcoin จำนวนดังกล่าว อาจกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดทิศทางตลาดในปี 2026 หากสหรัฐฯ เลือกอายัดสินทรัพย์หรือผนวกเข้าสู่คลังสำรอง Bitcoin ของตนเอง
เหรียญจำนวนกว่า 600,000 BTC จะถูกล็อกออกจากตลาดในระยะยาว ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนอุปทาน หรือรุนแรงกว่า เหตุการณ์สำคัญครั้งก่อนที่รัฐบาลเยอรมนีเทขาย Bitcoin เพียง 50,000 BTC ในปี 2024 ซึ่งเคยทำให้ตลาดปรับตัวลงมามากถึง 15%
ที่มา:beincrypto

