ประธานาธิบดี Donald Trump ออกมาประกาศนโยบายจำกัดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ที่ ไม่เกิน 10% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2026 เป็นต้นไป ซึ่งถูกมองว่าอาจเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงด้านการเงินผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในรอบหลายสิบปี
ในปัจจุบัน ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ต้องแบกรับอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตในช่วง 20–30% ต่อปี ส่งผลให้เงินที่จ่ายในแต่ละเดือนจำนวนมากถูกใช้ไปกับดอกเบี้ย มากกว่าการลดเงินต้น การจำกัดเพดานดอกเบี้ยไว้ที่ 10% จึงอาจช่วยลดภาระทางการเงินของครัวเรือนลงเกือบครึ่งหนึ่ง
เงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น แต่ต้องแลกกับอะไร?
หากนโยบายนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ เงินที่ไหลเข้าสู่ธนาคารลดลง และเงินสดคงเหลือในมือผู้บริโภคเพิ่มขึ้น
ซึ่งอาจนำไปสู่ความสามารถในการชำระบิลที่ดีขึ้น ความเครียดทางการเงินที่ลดลง การใช้จ่ายเพื่อความจำเป็นในชีวิตประจำวันมากขึ้น และความกล้าในการรับความเสี่ยงทางการลงทุนที่เพิ่มขึ้น
ตลาดบัตรเครดิตของสหรัฐฯ มีมูลค่ามากกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ และชาวอเมริกันต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมกันมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หากแม้เพียงส่วนหนึ่งของเงินจำนวนนี้ยังคงอยู่กับผู้บริโภค ก็อาจกลายเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรงผ่านกำลังซื้อของครัวเรือน
หุ้นมาก่อน คริปโตตามมา?
ในอดีตที่ผ่านมา ตลาดหุ้นมักตอบสนองต่อสภาพคล่องก่อนสินทรัพย์อื่น หากผู้บริโภคมีเงินเหลือใช้มากขึ้นและความเชื่อมั่นฟื้นตัว ตลาดหุ้นอาจได้แรงหนุนเป็นลำดับแรก ก่อนที่ ตลาดคริปโตจะได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศ “Risk-on” ที่กลับมาอีกครั้ง
ธนาคารอาจไม่ยอมง่าย ๆ
อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ไม่ได้มีแต่ด้านบวก เนื่องจาก ดอกเบี้ยบัตรเครดิตคือแหล่งรายได้หลักของธนาคารพาณิชย์ การลดเพดานดอกเบี้ยลงเหลือ 10% อาจกระทบอัตรากำไรอย่างมีนัยสำคัญ
ทางเลือกของธนาคารจึงเหลือเพียงสองทาง คือ การยอมรับกำไรที่ลดลง หรือป้องกันความเสี่ยงด้วยการ เพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ
หากเลือกทางหลัง อาจทำให้วงเงินบัตรเครดิตลดลง การอนุมัติสินเชื่อยากขึ้น และเงื่อนไขการปล่อยกู้ที่เข้มงวดกว่าเดิม
ซึ่งอาจทำให้ครัวเรือนหลายล้านครัวเรือนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และนั่นอาจพลิกผลลัพธ์ทั้งหมดจาก “กระตุ้นเศรษฐกิจ” เป็น “การหดตัวของสินเชื่อ”
จุดชี้ขาดอยู่ที่การบริหารนโยบาย
ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียง “การคุมดอกเบี้ย” แต่คือ วิธีบริหารจัดการผลกระทบต่อระบบสินเชื่อ หากทำได้อย่างสมดุล นโยบายนี้อาจกลายเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ แต่หากพลาด อาจกลายเป็นชนวนให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวโดยไม่ตั้งใจ
Source: Bull Theory

