ตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โลกได้ประสบพบเจอกับอัจฉริยะระดับตำนานมากมายผู้เปลี่ยนโฉมโลกทั้งใบไม่ว่าจะเป็น Satoshi Nakamoto , Elon Musk , Mark Zuckerberg , Steve Jobs หรือ Bill Gates แต่คุณรู้หรือไม่ว่าโลกยังมีอัจฉริยะด้าน IT อยู่อีกคนหนึ่งแต่เรื่องราวของเขากลับไม่ได้สวยหรู และต้องพบกับจุดจบอันแสนเศร้า
บทความนี้เราจะพาทุกท่านมารู้จักกับ Gary Kildall ชายผู้ที่ในความเป็นจริงแล้วอาจจะร่ำรวยยิ่งกว่าเศรษฐีคนไหน ๆ ด้วยซ้ำหากไม่พ่ายแพ้ให้กับ Bill Gates ไปก่อน
ใครคือ Gary Kildall?

Gary Kildall คือ ชายที่อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในบิดาของคอมพิวเตอร์ยุคใหม่เลยก็ว่าได้ ตัวเขานั้นเป็นผู้ที่ทำการประดิษฐ์ Control Program for Microcomputers หรือ CP/M ขึ้นมา ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถคุยกับเครื่องอ่านแผ่นดิสก์ (Floppy Disk) ได้เป็นครั้งแรกของโลก
นอกจากนี้ Kildall ยังเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดของการทำ BIOS (Basic Input/Output System) ซึ่งแยกส่วนควบคุมฮาร์ดแวร์ออกจากซอฟต์แวร์ ทำให้ระบบปฏิบัติการหนึ่งเดียวสามารถรันบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่างยี่ห้อกันได้
จุดสูงสุดของยอดพีระมิด

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1970’s ไอเดียของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ PC เริ่มเป็นสิ่งที่หลายบริษัทยักษ์ใหญ่เริ่มมองเห็นแล้วว่ากำลังจะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่สร้างรายได้อย่างมหาศาล
ในขณะนั้น Kildall เป็นเจ้าของบริษัท Digital Research บริษัทซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการอันดับหนึ่งที่ทิ้งคู่แข่งทุกรายแบบไม่เห็นฝุ่น เรียกได้ว่าคอมพิวเตอร์แทบทุกเครื่องในยุคนั้นต้องใช้ระบบ CP/M ของเขา เหมือนที่ Windows กินส่วนแบ่งใหญ่ที่สุดของตลาดคอมพิวเตอร์ในภายหลัง
ด้วยความที่มีคู่ค้าเป็นบริษัทมากมาย Kildall จึงสามารถใช้ชีวิตหรูหราได้อย่างสุดขีด ซึ่งในขณะนั้นเอง IBM ยักษ์ใหญ่ด้านคอมพิวเตอร์เมนเฟรมกำลังเร่งหาไอเดียในการสร้างคอมพิวเตอร์ PC ของพวกเขาเองขึ้นมา
สำหรับไอเดียของ IBM พวกเขามีแผนที่จะนำองค์ประกอบต่างๆที่มีอยู่ในตลาดอยู่แล้วมาประกอบกันเป็นคอมพิวเตอร์แล้วแปะตรา IBM เข้าไป ซึ่งตอนนั้นพวกเขาก็ขาดเพียงแค่ระบบปฏิบัติการเท่านั้น จึงได้เดินทางมาเพื่อเปิดดีลกัล Kildall ผู้ที่เป็นเจ้าตลาด
ดีลในตำนาน

ปัจจุบันในโลกอินเทอร์เน็ต มีการอ้างถึงดีลประวัติศาสตร์ครั้งนี้ต่างกันออกไป บางแห่งระบุว่า Kidall นั้นหยิ่งผยองใช้เวลาไปกับการขับเครื่องบินส่วนตัวจนพลาดดีลที่นัดกับ IBM ในตอนเช้า ส่วนอีกแห่งกลับระบุว่าเขาติดธุระกับลูกค้าและขอเข้านัดประชุมกับ IBM ในช่วงบ่าย
แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรผลก็สรุปมาให้เห็นแล้วว่า Kidall ไม่สามารถตกลงกับ IBM ได้ไม่ว่าจะด้วยปัญหานิสัยส่วนตัว หรือ ข้อกฎหมายของสัญญา NDA ที่ไม่เป็นธรรมจาก IBM ซึ่งนั่นรวมไปถึงรูปแบบของผลประโยชน์ที่ทาง IBM อยากจะจ่ายแล้วจบไม่ต้องมาทำสัญญาต่ออายุ Royalty Fee หลายครั้ง
Microsoft จากหมารองบ่อน สู่ผู้นำโลก

เมื่อปิดดีลกับ Kidall ไม่ได้ทาง IBM จึงเลือกที่จะหันไปหาตัวเลือกสำรองอย่าง Microsoft ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นแค่เพียงบริษัทห้องแถว และ Bill Gates เลือกตอบตกลงทำตามเงื่อนไขของ IBM แทบจะทุกอย่างเพื่อคว้าโอกาสครั้งสำคัญที่สุดของชีวิต
Gates ไม่มีระบบปฏิบัติการใดๆ ในมือเลยแต่เขาก็ยังเลือกที่จะรับความเสี่ยงจากดีลนี้ โดยต่อมาเขาได้ทำการเข้าซื้อระบบปฏิบัติการชื่อ QDOS ซึ่งเป็นระบบที่ลอกเลียนโครงสร้างมาจาก CP/M อีกที มาปรับปรุงเป็น MS-DOS และขายให้ IBM ในขั้นตอนสุดท้าย
แต่สิ่งที่ทำให้ IBM พลาดท่าอย่างมากคือ การปล่อยให้ Bill Gates ยังคงถือครองสิทธิในการขายระบบปฏิบัติการให้กับใครก็ได้ และยังคงเป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการนั้นตามสัญญาที่ได้ตกลงกัน
ต่อมาหลังจากนั้นกระแส PC บูมก็เกิดขึ้นมีการสร้างคอมพิวเตอร์เลียนแบบ IBM เป็นจำนวนมหาศาลเพราะ IBM เลือกที่จะประกอบคอมพิวเตอร์จากชิ้นส่วนในตลาด นั่นเองจึงทำให้ตลาดได้ถูกเปิดออก และ Microsoft ก็สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำเพราะคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องการระบบปฏิบัติการ ทำให้ทุกบริษัทต้องหันหา Gates ที่นั่งนับเงินไม่หยุด
การฟ้องร้อง
เมื่อ Kidall ได้ทดลองใช้งานระบบ MS-DOS เขาก็เข้าใจได้ทันทีเลยว่า งานของเขาถูกเอาไปก๊อปเลียนแบบแทบจะทั้งหมด ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากจึงได้ทำการขู่ฟ้องร้องทั้ง IBM และ Microsoft ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์
ด้าน IBM ที่ไม่อยากให้เรื่องบานปลายขึ้นโรงขึ้นศาลจึงทำการยื่นข้อเสนอโดยการให้อิสระกับลูกค้าว่าจะเลือกใช้ระบบปฏิบัติการใดก็ได้ขึ้นอยู่กับความชอบ โดยพวกเขาจะเป็นผู้วางขายทั้ง MS-DOS และ CP/M
แม้จะฟังดูเหมือนเป็นข้อเสนอที่โอเค แต่ทาง IBM กลับเล่นงาน Kidall จนเจ็บแสบด้วยการตั้งราคา CP/M สูงหลายร้อยดอลลาร์ ในขณะที่ราคาขายของ Microsoft ตั้งอยู่เพียง $40 ดอลลาร์ ซึ่งโดยเนื้อในแล้วสินค้าทั้งสองแทบจะเป็นอย่างเดียวกันทำให้ลูกค้าไม่คิดที่จะซื้อ CP/M อีกต่อไป และปล่อยให้กลายเป็นเรื่องของอดีตไร้การเหลียวแล
เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นตะปูตอกฝาโลง ยุติอนาคตทั้งหมดของทาง Digital Research ที่เกือบจะได้ขึ้นมาครองโลกยุคใหม่ โดยภายหลังแม้ว่าพวกเขาจะพยายามออกนวัตกรรมใหม่มากสักเพียงไรก็ไม่สามารถตาม Microsoft ได้ทันอีกต่อไปแล้ว
จุดจบของอัจฉริยะ
Gary Kildall เสียชีวิตลงในปี 1994 ด้วยวัยเพียง 52 ปี จากอาการบาดเจ็บที่ศีรษะหลังจากเกิดอุบัติเหตุล้มในร้านอาหารกึ่งบาร์แห่งหนึ่งในเมืองมอนเทอเรย์ แคลิฟอร์เนีย ซึ่งยังคงมีข้อถกเถียงและรายละเอียดที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันนั้น
เรื่องราวของ Kidall ได้สอนให้เรารู้ว่าการเป็นที่หนึ่งในปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถคงตำแหน่งนั้นได้ต่อไปเรื่อยๆในอนาคต และศัตรูตัวฉกาจก็อาจมาจากสิ่งที่คุณคิดว่าไม่มีพิษภัยได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี โลกได้ทำให้เราเห็นว่าผู้ชนะที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะเป็นผู้เข้าเส้นชัยก่อน เพราะการแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ความเร็วเพียงอย่างเดียวแต่วัดกันที่ความอึดอีกด้วย เพราะสุดท้ายแล้วคนจะจดจำผู้ที่อยู่รอดเป็นคนสุดท้าย ผู้ที่เอาชนะศัตรูทั้งหมดและก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดของตลาด
โลกของการลงทุนก็เช่นเดียวกัน การค้นพบวิธีทำกำไรก้อนโตติดต่อกันอาจเป็นเพียงโชคชะตาชั่วครั้งชั่วคราว แต่นักลงทุนที่ชนะตลาดอย่างแท้จริง คือผู้ที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ไม่ว่าวิกฤตจะถาโถมเข้ามาเพียงใด เพราะในเกมการลงทุน “การรอดชีวิต” คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

