bitkub-banner

3 สิ่งที่จะเกิดขึ้นหากกฎหมายคริปโต CLARITY Act ไม่ได้รับไฟเขียว 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สถานการณ์กฎหมาย CLARITY Act เริ่มพลิกผันอย่างรุนแรง หลังตัวเลขบนตลาดทำนายผลดิ่งฮวบเหลือ 45-59% เนื่องจากติดหล่มปมขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจของครอบครัวทรัมป์ และมาตรา 604 ที่คุ้มครองนักพัฒนาซอฟต์แวร์
  • วุฒิสมาชิก Cynthia Lummis ออกโรงเตือนสติชุมชนสินทรัพย์ดิจิทัล หากร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกปัดตกหรือแท้งในสภาวาระนี้ อุตสาหกรรมคริปโต อาจต้องจำใจเผชิญความคลุมเครือยาวนาน และต้องรอคอยจนถึงปี 2030 กว่าจะเริ่มนับหนึ่งกระบวนการใหม่ได้อีกครั้ง
  • เปิดฉากวิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ ตั้งแต่กรณีผ่านฉลุยก่อนปิดสมัยประชุมเดือนสิงหาคมที่จะช่วยดันราคา XRP พุ่งทะยานสู่ 8 ดอลลาร์ ไปจนถึงกรณีเลวร้ายที่สุดที่กฎหมายล่ม จนทำนักลงทุนสถาบันอเมริกาหนีหายไปต่างแดน

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral 

ภาพความคลุมเครือ และการเลื่อนกำหนดวันบังคับใช้กฎหมาย CLARITY Act ออกไปจากเดดไลน์เดิมวันที่ 4 กรกฎาคม ส่งผลให้สภาวะตลาดในเวลานี้ขาดปัจจัยเร่งฝั่งขาขึ้นเข้ามาขับเคลื่อน 

ซึ่งสถิติตัวเลขจากตลาดทำนายผลที่ลดลงสะท้อนว่า ข่าวดีส่วนใหญ่ได้ถูกดูดซับสะท้อนเข้าไปในราคาเหรียญ Bitcoin และ Ethereum ไปมากแล้วตั้งแต่ต้นปี ทำให้ทิศทางราคาภาพรวมจึงมีแนวโน้มจะไซด์เวย์ เพื่อเฝ้ารอทิศทางผลการโหวตเต็มสภาวุฒิสภาที่จะเกิดขึ้นในอีก 6 สัปดาห์ข้างหน้า

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลายคนมองว่า CLARITY Act เป็นแค่เรื่องของ “เมื่อไหร่จะผ่าน” ไม่ใช่ “จะผ่านไหม” เพราะกฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาผู้แทนฯ มาแล้ว, ผ่านคณะกรรมาธิการธนาคารของวุฒิสภา และมีโอกาสผ่านสูงกว่า 70% บนตลาดทำนายผลต่าง ๆ แต่ตอนนี้สถานการณ์ได้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว

เดิมทีทำเนียบขาวตั้งเป้าจะให้กฎหมายมีผล ภายในวันที่ 4 กรกฎาคม แต่ตอนนี้เส้นตายนั้นแทบเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะยังต้องผ่านการโหวตเต็มสภาวุฒิสภา, การเจรจาระหว่างสภา และการลงนามของประธานาธิบดี

ขณะเดียวกันก็มีปัญหาใหญ่ 2 เรื่องที่ยังตกลงกันไม่ได้ คือ ประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนเกี่ยวกับธุรกิจคริปโตของครอบครัวทรัมป์ กับประเด็นคุ้มครองนักพัฒนาและโปรแกรมเมอร์คริปโตตามมาตรา 604 ทำให้ตอนนี้โอกาสผ่านกฎหมาย CLARITY Act  บนตลาดทำนายผล ลดลงมาเหลือแค่ประมาณ 45-59%

ด้านวุฒิสมาชิก Cynthia Lummis ถึงกับเตือนว่า ถ้ากฎหมายไม่ผ่านรอบนี้ อาจต้องรอถึงปี 2030 กว่าจะเริ่มกระบวนการใหม่ได้

ในบทความนี้ ทางสยามบล็อกเชนจะพาไปวิเคราะห์ 3 เหตุการณ์ที่เป็นไปได้ พร้อมเจาะลึกผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตลาดคริปโต มาดูกันว่าจะมีเหตุการณ์ไหนบ้าง

สถานการณ์ที่ 1: กฎหมายผ่าน ก่อนปิดสมัยประชุมเดือนสิงหาคม

นี่คือกรณีที่ดีที่สุดสำหรับตลาดคริปโต ซึ่งมีโอกาสเกิด: 35-45%

หากทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ กฎหมายจะผ่านวุฒิสภาและถูกลงนามเป็นกฎหมายภายในปีนี้

ผลที่จะเกิดขึ้นคือ SEC และ CFTC จะมีขอบเขตอำนาจชัดเจน, สถานะทางกฎหมายของเหรียญต่าง ๆ จะชัดขึ้น, สถาบันการเงินขนาดใหญ่กล้าลงทุนมากขึ้น รวมทั้ง กองทุน ETF และผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ ๆ จะเกิดได้ง่ายขึ้น

ซึ่งเหรียญที่ได้ประโยชน์มากที่สุด คือ XRP เพราะกฎหมาย CLARITY Act จะรับรองให้ XRP มีสถานะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์อย่างถาวร โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับการตีความของหน่วยงานรัฐอีกต่อไป

นักวิเคราะห์บางรายมองว่า XRP อาจมีโอกาสพุ่งไปถึง 8 ดอลลาร์ หากกฎหมายผ่านและจะมีเงินลงทุนไหลเข้ากองทุน ETF อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ Ethereum ก็อาจได้อานิสงส์เช่นกัน โดยมีการประเมินราคาเป้าหมายระยะยาวไว้ถึง 7,500 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ข่าวดีส่วนหนึ่งถูกสะท้อนในราคาไปแล้ว เพราะตลาดคาดหวังเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นปี

สถานการณ์ที่ 2: กฎหมายถูกเลื่อนไปในปี 2027

ตอนนี้หลายฝ่ายเริ่มมองว่า นี่อาจเป็นผลลัพธ์ที่มีโอกาสมากที่สุด โดยโอกาสเกิด: 35-45%

ซึ่งกฎหมายไม่ได้ถูกปัดตก แต่เวลาไม่พอ เนื่องจากยังตกลงประเด็นที่ขัดแย้งไม่ได้, ไม่มีวันโหวตที่ชัดเจน และ วุฒิสภามีเรื่องสำคัญอื่นแทรก ทำให้สุดท้ายจึงต้องเลื่อนออกไปหลังการเลือกตั้งกลางเทอม

ผลกระทบต่อตลาด คือ ตลาดไม่ได้พัง แต่ตลาดจะค่อย ๆ หมดความหวัง โดยราคา XRP อาจถูกเทขายทำกำไร รวมทั้งราคาเป้าหมายต่าง ๆ จะถูกเลื่อนออกไป ส่งผลให้นักลงทุนสถาบันยังคงรอดูสถานการณ์ และเงินทุนก้อนใหญ่ยังไม่ไหลเข้าตลาด

สถานการณ์ที่ 3: กฎหมายล้มเหลว และต้องรอถึงปี 2030

แม้จะเป็นกรณีที่โอกาสเกิดน้อยที่สุด แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ โดยโอกาสเกิดอยู่ที่ 15-25%

หากกฎหมายไม่ผ่านในปี 2026 และไม่มีใครหยิบกลับมาผลักดันอีก หลังเลือกตั้งกลางเทอม กระบวนการทั้งหมดจะต้องเริ่มใหม่หมด

ซึ่งจะผลกระทบต่อ XRP แม้ XRP จะยังคงสถานะสินค้าโภคภัณฑ์ไว้ได้ชั่วคราว แต่การที่สภาคองเกรสยังไม่สามารถออกกฎหมายคริปโตให้สำเร็จ จะส่งผลเสียระยะยาว

ที่ทำให้รัฐบาลชุดใหม่อาจเปลี่ยนกฎได้ตลอดเวลา และ SEC กับ CFTC ก็ยังคงแย่งอำนาจกัน ทำให้กฎเกณฑ์ยังคงคลุมเครือ, สถาบันการเงินรายใหญ่อาจเลือกย้ายไปลงทุนในประเทศอื่นที่กฎหมายชัดเจนกว่า แทนที่จะเป็นสหรัฐฯ

ซึ่งผลเสียที่แท้จริงไม่ใช่แค่เรื่องราคาตก แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า กฎหมายคริปโตเกิดขึ้นได้ยาก ซึ่งอาจทำให้เม็ดเงินลงทุนระดับสถาบันต้องชะงัก และเฝ้ารออยู่ข้างสนามไปอีกหลายปี

สิ่งที่ต้องจับตาในอีก 6 สัปดาห์

ในอีก 6 สัปดาห์ข้างหน้า มี 4 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เริ่มจากการกำหนดวันโหวตในวุฒิสภา ซึ่งหากมีวันที่ชัดเจนจะช่วยเพิ่มโอกาสผ่านกฎหมายขึ้นอย่างมาก ควบคู่ไปกับการเจรจาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและประเด็นมาตรา 604 ที่หากฝั่งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายยอมรับข้อเสนอใหม่ได้ ก็จะเป็นสัญญาณบวกที่ดันให้กฎหมายฉลุยยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ อย่าลืมเช็กตัวเลขจาก Prediction Markets ที่เป็นตัวชี้วัดความมั่นใจของตลาด โดยหากตัวเลขดีดกลับขึ้นไปสูงกว่า 60% จะถือเป็นสัญญาณบวก แต่ถ้าดิ่งหลุดต่ำกว่า 40% แปลว่าตลาดกำลังมองเห็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

ที่มา : crypto.news


มุมมองผู้เขียน : หากผลลัพธ์ลงเอยด้วยสถานการณ์ที่ 2 หรือ 3 ที่กฎหมาย CLARITY Act ต้องเลื่อนหรือล่ม ตลาดจะเผชิญกับภาวะความผิดหวังระลอกใหญ่ ทำให้ทุนสถาบันที่เตรียมจะไหลเข้าผ่านกองทุน ETF อาจจะไหลออกไปซบตลาดอื่นแทน