<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

สรุปครบ! CLARITY Act คืออะไร? ทำไมการที่ร่างกฏหมายนี้ “ไม่ผ่าน” อาจจะเป็นเรื่องดีกว่าที่คิด

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดคริปโทฯ ในช่วงต้นปี 2026 นอกจากเรื่องสงครามการค้าแล้ว อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามองแบบไม่กะพริบตาคือร่างกฎหมายที่มีชื่อว่า “CLARITY Act” ที่กำลังเป็นประเด็นดึงเช็งกันอยู่ในสภาสหรัฐฯ 

วันนี้ Siam Blockchain จะพาทุกท่านไปเจาะลึกว่ากฎหมายฉบับนี้คืออะไร และทำไมการที่มัน “ไม่ผ่าน” อาจจะเป็นเรื่องดีกว่าที่คิด

CLARITY Act คืออะไร?

CLARITY Act หรือชื่อเต็มว่า Digital Asset Market Clarity Act คือ ร่างกฎหมายจัดระเบียบโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐอเมริกา โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลบความคลุมเครือที่เรื้อรังมานาน ด้วยการขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่า:

  • เหรียญไหนถือเป็น “หลักทรัพย์” ที่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ SEC
  • เหรียญไหนถือเป็น “สินค้าโภคภัณฑ์” ที่จะไปอยู่ภายใต้การดูแลของ CFTC

ซึ่งหากกฎหมายนี้ผ่าน จะถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ที่ทำให้นักลงทุนสถาบันกล้าขนเงินเข้ามาลงทุนใน Bitcoin และ Altcoin อย่างเต็มตัว เพราะมีกติการองรับที่ชัดเจน

กฎหมาย “สะดุด” ทำเงินไหลออก

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เกิดการสะดุดในขั้นตอนการพิจารณา เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งความไม่แน่นอนนี้เองที่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักทำให้นักลงทุนเกิดความกังวล และเทขายสินทรัพย์เสี่ยงจนมีเม็ดเงินไหลออกจากกองทุนคริปโทฯ ทั่วโลกมูลค่ามหาศาล

มุมมองสวนกระแส: “ไม่ผ่านตอนนี้แหละดีแล้ว!”

ในขณะที่ตลาดกำลังตื่นตระหนก Michaël van de Poppe นักวิเคราะห์คริปโทฯ ชื่อดัง กลับออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า “การที่ CLARITY Act สะดุดและไม่ผ่านการพิจารณา ถือเป็นเรื่องบวกต่อตลาดคริปโทฯ”

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? Van de Poppe ได้อ้างอิงข้อมูลจาก Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase ที่เคยออกมาแฉไส้ในของร่างกฎหมายฉบับปัจจุบันว่ามี “ยาพิษ” ซ่อนอยู่หลายจุด ซึ่งหากผ่านออกมาบังคับใช้จริง ๆ อาจเป็นการฆ่าตัดตอนอุตสาหกรรมได้เลย ได้แก่:

  1. แบน Tokenized Stocks: ห้ามไม่ให้มีการนำหุ้นมาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อซื้อขาย ซึ่งเป็นการตัดโอกาสนวัตกรรมทางการเงินครั้งใหญ่
  2. ล้วงข้อมูล DeFi: อนุญาตให้รัฐบาลสามารถเข้าถึงบันทึกข้อมูลผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม DeFi ได้ ซึ่งขัดต่อหลักการความเป็นส่วนตัวของโลกคริปโทฯ อย่างสิ้นเชิง
  3. คุมกำเนิด Stablecoin: ขยายข้อห้ามเกี่ยวกับ Stablecoin ที่ให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนทำให้โปรเจกต์ DeFi หลายตัวอาจต้องปิดตัวลง

Van de Poppe ยังกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจอีกว่า “หากร่างกฎหมายนี้ผ่านในรูปแบบปัจจุบัน มันจะส่งผลเสียร้ายแรงต่อตลาดในภาพรวม ดังนั้นการที่ทุกฝ่ายต้องหยุดและหันกลับมาเจรจากันใหม่จึงถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด”

ดังนั้นสำหรับนักลงทุนอย่างเราสถานการณ์ตอนนี้อาจดูเหมือน “ความไม่แน่นอน” แต่ในระยะยาว มันคือการซื้อเวลาเพื่อรอให้ได้กฎหมายที่เป็นธรรมและเอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง งานนี้ต้องจับตาดูกันยาว ๆ คู่กับร่างกฎหมาย GENIUS Act (กฎหมาย Stablecoin) ว่าสุดท้ายแล้วสหรัฐฯ จะออกมาหน้าไหน

ที่มา:CMC